โตโยต้า-อีซูซุ-มาสด้าบี้หนักปิกอัพ รถคันแรก/น้ำท่วม หนุนโต5แสนคัน

จาก ประชาชาติธุรกิจออนไลน์ วันที่ 26 มกราคม 2555

ตลาดปิกอัพเดือดตั้งแต่ต้นปี “โตโยต้า” ประเมินปีนี้พุ่งแรงเฉียด 5 แสนคัน จ้องกวาดแชร์ 50% “อีซูซุ” ทุ่มรีโนเวตสนามออฟโรดใหม่ดึง บอย-ปกรณ์เป็นพรีเซ็นเตอร์ มั่นใจกวาดลูกค้ากลุ่มเด็กได้มากขึ้น ด้านมาสด้าญี่ปุ่นทุ่มน้ำหนักตลาดเอเชีย เข็นบีที-50 โปร ชิงตลาดพร้อมขยับตำแหน่งสินค้า ชี้โครงการรถคันแรก น้ำท่วม ดันตลาดกระบะก้าวกระโดด

ตลาดรถปิกอัพที่ได้รับผลกระทบจากเก๋งขนาดเล็ก โครงการอีโคคาร์และราคาน้ำมันที่ปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้สัดส่วนรถยนต์นั่งและรถปิกอัพในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมาพลิกจากเดิมที่ปิกอัพมีส่วนแบ่งเกือบ 60% ลดลงเหลือต่ำกว่า 50% และมีแนวโน้มจะลดลงเรื่อย ๆ

แต่ผลพวงน้ำท่วมใหญ่ที่ผ่านมาและแรงกระตุ้นจากนโยบายรถคันแรก และการบุกตลาดอย่างจริงจังของค่ายรถ ทำให้ปี 2555 ค่ายรถยนต์มั่นใจว่า ตลาดรถปิกอัพจะกลับมาฟื้นตัวและกลายเป็นพระเอกของอุตสาหกรรมยานยนต์ได้อีกครั้ง

นายเคียวอิจิ ทานาดะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ประเมินยอดขายรถปิกอัพในปี 2555 ว่า น่าจะเติบโตเกือบ 30% หรือประมาณ 4.7 แสนคัน (รวมรถดัดแปลงประเภทฟอร์จูนเนอร์) ซึ่งสัดส่วนตลาดน่าจะขยับขึ้นไปถึง 50% โดยโตโยต้ามั่นใจว่าการคลอดวีโก้ แชมป์ และฟอร์จูนเนอร์ใหม่ พร้อมทั้งลงทุนขยายโรงงานผลิตเพิ่มในส่วนของโรงงานเกตเวย์แห่งที่สองและเปิดสายการผลิตโรงงานไทยออโตเวิร์คที่เคยผลิตรถฟอร์จูนเนอร์เดิม

โดยทั้งสองโรงงานจะมีกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นอีก 8 หมื่นกว่าคัน พร้อมเพิ่มกำลังผลิตเครื่องยนต์ดีเซลที่บางปะกง ในโรงงานสยาม ออโต แมนูแฟคเจอริ่ง จะทำให้ปี 2555 โตโยต้าขายปิกอัพได้มากกว่า 2.15 แสนคัน ครองส่วนแบ่งเกือบครึ่งของตลาด

สำหรับประมาณการยอดขายรถยนต์ทั้งระบบในปี 2555 โตโยต้าประเมินว่าจะขายได้รวม 1,100,000 คัน เป็นรถยนต์นั่ง 570,000 คัน รถเพื่อการพาณิชย์ 530,000 คัน ในจำนวนนี้เป็นรถกระบะ 1 ตัน (รวมรถกระบะดัดแปลง) 469,600 คัน

เช่นเดียวกับ นายฮิโรชิ นาคางาวะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด กล่าวว่า มั่นใจว่าตลาดปิกอัพปีนี้ขยายตัวมาก วิกฤตน้ำท่วมปีที่แล้วทำให้อรรถประโยชน์ของรถปิกอัพชัดเจนขึ้น มีลูกค้ามาถามหารถปิกอัพมากขึ้น โดยเฉพาะปิกอัพยกสูง

วันนี้กลุ่มคนรุ่นใหม่ที่อายุน้อยมีความชื่นชอบรถปิกอัพมากขึ้น อีซูซุจึงได้เลือก บอย-ปกรณ์ ฉัตรบริรักษ์ มาเป็นพรีเซ็นเตอร์ คนใหม่พร้อมทั้งทุ่ม

งบประมาณหลายสิบล้านปรับปรุงสนามรถขับเคลื่อนสี่ล้อที่พัทยาใหม่เพื่อสนับสนุนการขายให้มากขึ้น

ขณะที่ นายมาซาฮิโระ โมโร เจ้าหน้าที่บริหารและผู้ช่วยเจ้าหน้าที่บริหาร การกำกับดูแลการขายทั่วโลก บริษัท มาสด้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น เปิดเผยว่า ตลาดปิกอัพในไทยเติบโตอย่างเห็นได้ชัด มาสด้าญี่ปุ่นจึงได้ทุ่มน้ำหนักให้กับตลาดนี้เป็นพิเศษ โดยส่งมาสด้า

บีที-50 โปรใหม่ ลงตลาด สินค้าตัวนี้บริษัทยกระดับให้เป็นพรีเมี่ยมปิกอัพ ตั้งเป้ายอดขายในปีแรกไว้ที่ 22,000 คัน และจากนั้นจะมียอดขายอยู่ที่ 24,000 คัน และภายในปีที่ 3 จะมียอดขาย 30,000 คันต่อปี หรือคิดเป็น 50% ของกำลังการผลิต มาสด้า บีที-50 ที่ 60,000 คันต่อปี แบ่งเป็น 50/50 สำหรับตลาดส่งออกและตลาดในประเทศ

“ไทยเป็นประเทศที่สองที่เปิดตัวหลังจากเปิดตัวแล้วที่ออสเตรเลีย หลังจากนี้ก็จะนำความสำเร็จในเมืองไทยไปขยายตลาดอาเซียนต่อไป”

นางสาวสุรีทิพย์ ละอองทอง โฉมทองดี ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด กล่าวว่า สัดส่วนรถปิกอัพปีนี้จะมีมากกว่า 50% แน่นอน จากเดิมปีที่ผ่านมาอยู่ที่ประมาณกว่า 40% มีปัจจัยต่าง ๆ สนับสนุน ทั้งโครงการรถคันแรก,

น้ำท่วม การแข่งขันของค่ายรถยนต์ปีนี้แต่ละค่ายจะแย่งใช้พื้นที่สื่อกันมากกว่าแข่งขันกันด้านข้อเสนอทางการขาย ลูกค้าให้ความแตกต่างระหว่างแบรนด์น้อยลงเพราะแต่ละค่ายนำเสนอรถรุ่นใหม่ให้กับตลาดกันอย่างต่อเนื่อง รวมถึงความต้องการของลูกค้าที่ยังมีมากอยู่

นอกจากนี้บริษัทยังได้ดึง “ผู้พันเบิร์ด” พันโทวันชนะ สวัสดี นายทหารหนุ่มมาดเข้ม ที่มีภาพลักษณ์ของความเป็นฮีโร่สำหรับคนไทยมาเป็นพรีเซ็นเตอร์ เปลี่ยนภาพลักษณ์ฮีโร่ในประวัติศาสตร์ให้เป็นฮีโร่ของครอบครัวและคนรอบข้างในยุค พ.ศ. 2555 มาดแมนเท่ แต่อบอุ่นเคียงข้างมาสด้า บีที-50 โปร ใหม่ เปิดราคาเริ่มต้นเพียง 5.89 แสนบาท ไปจนถึง 9.88 แสนบาท ตั้งเป้ายอดขายไว้สูงถึง 22,000 คัน

สำหรับตลาดปิกอัพเริ่มส่งสัญญาณการแข่งขันที่รุนแรงมากตั้งแต่ปลายปี ที่ผ่านมา โดยก่อนหน้านี้ค่ายฟอร์ดได้คลอดเรนเจอร์ใหม่ถึง 9 รุ่น มียอดจองในเดือนธันวาคมกว่า 5,000 คัน ขณะที่เชฟโรเลตเซลส์ก็ได้ส่งโคโลราโดใหม่ทำตลาด และยอดจองในเดือนธันวาคมที่ผ่านมาสูงถึง 2,500 คัน

ส.ค้าปลีกทุนไทยห่วงราคาสินค้าผันผวน

จาก กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ ธุรกิจ – Marketing  วันที่ 12 มกราคม 2555

นายสุวิทย์ กิ่งแก้ว นายกสมาคมพัฒนาผู้ประกอบการธุรกิจค้าปลีกทุนไทย และรองกรรมการผู้จัดการอาวุโส บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน)

ส.ค้าปลีกทุนไทย ย้ำไม่มีสัญญาณปรับราคาสินค้า มั่นใจผู้ผลิตตรึงราคารับกำลังซื้อ-บรรยากาศซ่อมแซมบ้าน แต่หวั่นปัจจัยลบทำราคาสินค้าผันผวน

นายสุวิทย์ กิ่งแก้ว นายกสมาคมพัฒนาผู้ประกอบการธุรกิจค้าปลีกทุนไทย และรองกรรมการผู้จัดการอาวุโส บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน)  เปิดเผยว่า แนวโน้มต้นทุนทางด้านพลังงาน ค่าแรงงาน ปัญหาภัยธรรมชาติ รวมทั้งความผันผวนของค่าเงินบาท อาจส่งผลให้ราคาสินค้ามีความผันผวน แต่ในปัจจุบันยังไม่มีการปรับราคาสินค้าขึ้นแต่อย่างใด เชื่อว่าผู้ผลิตมุ่งตรึงราคาจำหน่ายให้ได้นานที่สุด

“เวลานี้ยังไม่มีสัญญาณการปรับขึ้นราคาสินค้า เนื่องจากกำลังซื้อของประชาชนยังไม่ฟื้น ต้องดูอีกครั้งในช่วงครึ่งปีหลัง การปรับขึ้นราคาสินค้านั้น จะต้องคำนึงถึงความสอดคล้องต่อกำลังซื้อของประชาชน เนื่องจากเพิ่งผ่านเหตุการณ์น้ำท่วมมา ทำให้กำลังซื้อลดลง ซึ่งหากมีการปรับขึ้นราคา แต่กำลังซื้อไม่สอดคล้องกัน ก็จะทำให้ขายสินค้าไม่ได้” นายสุวิทย์กล่าวและว่า กรณีที่มีการปรับราคาสินค้า คาดว่าจะเริ่มจากสินค้าที่มีน้ำหนักมาก มีขนาดใหญ่ ได้แก่ กลุ่มวัสดุก่อสร้าง สินค้าเกษตร หรือสินค้าที่มีการขนส่งจากต่างจังหวัดเข้ามา
สำหรับสถานการณ์ธุรกิจค้าปลีกในปีนี้ พบว่ากลุ่มสินค้าประเภทวัสดุก่อสร้าง อะไหล่และสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการซ่อมบำรุงรักษารถยนต์จะมีบรรยากาศการจำหน่ายและยอดขายคึกคัก  เนื่องจากอยู่ในช่วงฟื้นฟูทรัพย์สินที่ได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์น้ำท่วม ส่วนสินค้าประเภทอาหารยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง แต่ไม่หวือหวามากนัก คาดว่าในช่วงครึ่งปีหลังธุรกิจค้าปลีกจะกลับมาเติบโตเป็นปกติ ภาพรวมในปีนี้น่าจะเติบโตได้ 10% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา
ในส่วนของแผนการลงทุนของซีพี ออลล์ ผู้บริหารร้านอิ่มสะดวกเซเว่นอีเลฟเว่น จะใช้งบประมาณราว 5,000 ล้านบาทในปีนี้  แบ่งเป็นงบลงทุนขยายสาขาร้านใหม่ 500 แห่ง รวม 2,000 งบปรับปรุงร้านที่มีอายุ 6 ปีขึ้นไป 1,000 ล้านบาท งบลงทุนศูนย์กระจายสินค้าแห่งใหม่ในภาคตะวันออก 1,000 ล้านบาท และอีก 1,000 ล้านบาท เป็นงบลงทุนด้านไอทีและการพัฒนาธุรกิจใหม่ๆ โดยเฉพาะในกลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม
การเปิดศูนย์กระจายสินค้าแห่งใหม่ เป็นการขยายตัวตามธุรกิจของร้านเซเว่น อีเลฟเว่นที่ขยายไป รวมทั้งรองรับหากเกิดสถานการณ์น้ำท่วม โดยปลายปีนี้ถึงต้นปีหน้า มีแผนจะเปิดศูนย์กระจายสินค้าในภาคตะวันออกเฉียงเหนือเพิ่มเติม จากปัจจุบันมีศูนย์กระจายสินค้าขนาดใหญ่ที่กรุงเทพฯ 2 แห่ง ศูนย์กระจายสินค้าย่อย ที่เปิดเพิ่มในช่วงน้ำท่วมที่ผ่านมาอีก 4-5 แห่ง ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด อาทิ ลำปาง, สุราษฎร์ฯ เป็นต้น

 

เปิดแผนสหพัฒน์อ้าแขนร่วมทุนธุรกิจหน้าใหม่ เพิ่มกำลังผลิตสินค้าอาหาร-เล็งยึดตลาดพม่า

จาก ประชาชาติธุรกิจออนไลน์ วันที่ 9 มกราคม 2555 หน้า 1

เปิดแผนรุกสหพัฒน์ปี”55 ขยายกำลังการผลิตรับยอดขายกลุ่มอาหารพุ่ง “บุณยสิทธิ์ โชควัฒนา” เชื่อปีนี้สภาพตลาดดี-เงินสะพัด เดินหน้ากลยุทธ์แตกแล้วโตภาคสอง อ้าแขนร่วมทุนธุรกิจทุกระดับ เปิดร้านอเนกประสงค์ “สึรุฮะ” ประกบวัตสัน หวั่นใจขึ้นค่าแรง 300 บาท ทำทุนญี่ปุ่นหายหน้า

นายบุณยสิทธิ์ โชควัฒนา ประธานเครือสหพัฒน์ เปิดเผยว่า สถานการณ์น้ำท่วมปลายปีที่ผ่านมา ไม่ส่งผลกระทบต่อธุรกิจในเครือสหพัฒน์ เนื่องจากโรงงานทั้งหมดในเครือตั้งที่สวนอุตสาหกรรมศรีราชา จึงถือเป็นการมองระยะยาวตั้งแต่แรกว่าไม่ใช้ที่ตั้งโรงงานที่ใกล้น้ำ ที่ผ่านมา ทางเครือยังใช้เงินไปกว่า 100 ล้านบาท ช่วยเหลือผู้ประสบภัยโดย พร้อมกันนี้ก็ไม่ได้ฉวยจังหวะขึ้นราคา และเดินเครื่องผลิตสินค้าเต็มที่ เพื่อไม่ให้ขาดแคลน

โดยปีที่ผ่านมา เครือสหพัฒน์โดยภาพรวมปิดยอดขายตามเป้าหมายที่วางไว้ ส่วนหนึ่งก็มาจากดีมานด์ที่ล้นทะลักช่วงปลายปี

สำหรับในปีนี้เชื่อว่าตลาดยังเป็นไปได้ดี เพราะเมื่อเกิดภาวะน้ำท่วมทำให้รัฐบาลต้องมีมาตรการต่าง ๆ ออกมา รวมทั้งทุ่มงบประมาณกระตุ้นกำลังซื้อ โดยเฉพาะผู้ที่ประสบภัยน้ำท่วม ขณะที่ผู้ประสบภัยก็ต้องใช้เงินซื้อวัสดุอุปกรณ์ในการซ่อมแซมบ้าน และเครื่องใช้ทำให้เงินหมุนในระบบ

ประสบการณ์ที่ได้จากช่วงน้ำท่วมคือถ้าไม่ประมาท เชื่อว่าจะไม่เกิดซ้ำสองแน่นอน แต่การบ้านของรัฐบาล คือต้องบริหารจัดการน้ำอย่างไร ต้องทำให้ถูกต้อง แต่ตนยังมองในแง่บวก และเชื่อว่า นโยบายที่รัฐบาลจะนำมาใช้แก้น้ำท่วมน่าจะโอเค

ค่าแรง 300 หนักกว่าน้ำท่วม 

นายบุณยสิทธิ์กล่าวอีกว่า หากถามเรื่องที่เป็นห่วง ค่าเงินขณะนี้ก็ถือว่ามาถูกทางแล้ว ส่วนเรื่องการเมืองต้องห่วงอยู่แล้ว เพราะเป็นแฟ็กเตอร์สำคัญ ที่กำหนดว่าอะไรจะดี หรือไม่ดี

นอกจากนี้ ประธานเครือสหพัฒน์ยังกล่าวถึงนโยบายขึ้นค่าแรง 300 บาท ว่า จะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงกับการทำธุรกิจ โดยเฉพาะเครือสหพัฒน์แน่นอน

“หากจะขึ้นจริง ๆ ต้องทยอยขึ้น ไม่ใช่ขึ้นทีเดียว หากเทียบกับน้ำท่วมแล้ว การขึ้นค่าแรง 300 บาท หนักกว่า เพราะเกี่ยวกับการส่งออกโดยตรง ทำให้ต้นทุนสูงขึ้น หากมองในมุมนักธุรกิจต่างชาติที่มาลงทุนในไทย น้ำท่วมเขายังไม่ย้ายโรงงานหนี เพราะสินค้าในประเทศก็ยังขายดี แต่ถ้าหากต้นทุนการผลิตสูงขึ้นและส่งผลต่อการใช้ไทยเป็นฐานผลิตเพื่อส่งออก โอกาสการถอนการผลิตออกจากไทยยังมีสูงกว่า เพราะแข่งขันไม่ได้”

สำหรับสหพัฒน์ก็ได้รับผลกระทบแน่นอนจากการปรับขึ้นค่าแรง 300 บาทของรัฐบาลโดยเฉพาะในแง่ของการ ส่งออก ซึ่งปัจจุบันสัดส่วนการส่งออกของเครืออยู่ที่ 30% ซึ่งพยายามบาลานซ์ให้อยู่ในระดับนี้

เดินหน้าร่วมทุน ขยายธุรกิจใหม่ 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทิศทางธุรกิจของเครือสหพัฒน์ในปีนี้มีนโยบายเปิดกว้างการร่วมลงทุนจากกลุ่มทุนต่าง ๆ โดยนายบุณยสิทธิ์ได้มอบบทบาทนี้ให้นายธรรมรัตน์ โชควัฒนา บุตรชายคนโต เป็นผู้รับผิดชอบ และมีนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ เป็นที่ปรึกษา จากก่อนหน้านี้ แนวทาง “แตกแล้วโต” ของนายห้างเทียม โชควัฒนา ผู้ก่อตั้งสหพัฒน์ ได้สร้างธุรกิจใหม่ ๆ ให้กับเครือนี้เป็นจำนวนมาก

รูปแบบการลงทุนด้วยแนวทาง “แตกแล้วโต” ในอดีต สหพัฒน์จะเข้าไปลงทุนในหลากหลายธุรกิจ โดยไม่มีข้อจำกัดว่าต้องเป็นผู้ถือหุ้นข้างมาก เช่นกรณีบริษัท ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตมาม่า บริษัท เพรซิเดนท์ เบเกอรี่ จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตขนมปังฟาร์มเฮ้าส์ ฯลฯ ทั้งนี้ นายธรรมรัตน์กล่าวว่า การลงทุนของสหพัฒน์จะเป็นสินค้าในกลุ่มปัจจัยสี่เท่านั้น

นอกจากนี้ ทางเครือยังจะให้ความสำคัญกับการเปิดร้านอเนกประสงค์ “สึรุฮะ” ซึ่งมีรูปแบบเดียวกับร้านวัตสันและร้านบู๊ทส์ด้วยเช่นกัน

ส่ง “สันติ” ดูทิศทางลงทุนพม่า 

ทิศทางของเครือสหพัฒน์ แน่นอนว่าเรามองไปที่การรวมประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี ที่จะเกิดขึ้นในปี 2558 ว่าจะเป็นโอกาสในการทำตลาดและลงทุนในอาเซียนเพิ่มขึ้น ทุกวันนี้ตลาดอาเซียนก็โตวันโตคืน สามารถทดแทนยุโรปได้เลย แต่การแข่งขันเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว สำหรับเครือสหพัฒน์ ประเทศที่สนใจเป็นพิเศษ คือพม่า หากดูจากสถานการณ์ตอนนี้ อนาคตพม่าต้องเปิดประเทศ ยิ่งประธานอาเซียนคนปัจจุบันเป็นพม่า จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผู้ที่ได้รับมอบหมายจากนายบุณยสิทธิ์ให้ดูแลการลงทุนในพม่า ก็คือนายสันติ วิลาสศักดานนท์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท สหพัฒนา อินเตอร์โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) อดีตประธานสภาอุตสาหกรรม

สหพัฒนพิบูลทุ่มงบฯเพิ่มกำลังผลิต 

ด้านนายเวทิต โชควัฒนา กรรมการบริหาร บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า สถานการณ์น้ำท่วมที่ผ่านมา ส่งผลให้สินค้าในกลุ่มมาม่าและกลุ่มอาหารต่าง ๆ มียอดขายเพิ่มขึ้น อาทิ กลุ่มบิสกิต คุกกี้ เวเฟอร์ ภายใต้แบรนด์ “บิสชิน” โตถึง 40% เกินเป้าหมายที่วางไว้ที่ 30% ทำให้ เพิ่มเครื่องจักร ขยายกำลังผลิตในไตรมาส 4

และในปีนี้ยังมีแผนขยายการลงทุนเพิ่มไลน์การผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปชนิดถ้วยอีก 1 ไลน์ ในไตรมาส 2-3 จากที่ ปีนี้เพิ่มไปแล้ว 1 ไลน์ โดยตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปชนิดถ้วย ปีที่ผ่านมาโต 25% จากไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคที่ชื่นชอบความสะดวก รวดเร็ว

ปัจจัยหนุนจากน้ำท่วม ส่งผลให้รายได้ของบริษัทปีนี้เติบโตเกินเป้าหมายที่วางไว้ที่ 11-12% โดยทำยอดขายที่ 24,600 ล้านบาท จากเป้าหมาย 24,200 ล้านบาท ทะลุเป้าหมายติดต่อกันเป็น ปีที่ 8 ตั้งแต่การนำแนวคิด MOP (คิดบวก) ของคุณบุญเกียรติ โชควัฒนา มาใช้ เฉพาะไตรมาส 4 ที่ผ่านมา ซึ่งคิดเป็นสัดส่วน 45% ของบริษัท เติบโตถึง 18% หากคิดทั้งปี กลุ่มอาหารโต 20%

และในปีที่ผ่านมา มีการขยายการจัดจำหน่าย มีลูกค้าใหม่ ๆ อาทิ ยูนิ-เพรสซิเดนท์ (ประเทศไทย)

นายเวทิตกล่าวเพิ่มเติมด้วยว่า สำหรับปีนี้จะมีการเพิ่มลูกค้าใหม่ ๆ ในส่วนของการรับจัดจำหน่ายสินค้านอกเครือให้มากขึ้น โดยภาพรวมปีนี้ตั้งเป้าโตไม่ต่ำกว่า 10%

“มาม่า” ทุ่มตั้งรง.แห่งที่ 2 ในพม่า-บังกลาเทศ

จาก กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ ธุรกิจ-Marketing วันที่ 5 มกราคม 2555

นายพิพัฒ พะเนียงเวทย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ จำกัด (มหาชน)

มาม่า ประกาศนโยบายลงทุนปี 2555 พร้อมลงทุนต่างประเทศ เพิ่มโรงงานใหม่กลุ่มประเทศในเอเชีย เล็งตั้งโรงงานที่ 2 ในพม่า-บังกลาเทศ
นายพิพัฒ พะเนียงเวทย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ จำกัด (มหาชน) หรือ TF บริษัทในเครือสหพัฒน์ ผู้ผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ภายใต้แบรนด์ “มาม่า” เปิดเผยว่า บริษัทเตรียมเข้าไปลงทุนตั้งโรงงานผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปแห่งใหม่ในประเทศสาธารณรัฐแห่งสหภาพพม่า คู่กับบริษัท สหโคเจน จำกัด บริษัทในเครือสหพัฒน์ ที่จะเข้าไปลงทุนตั้งโรงงานผลิตไฟฟ้าชีวมวล เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าจำหน่ายให้กับรัฐบาลพม่า ขณะเดียวกันจะนำพลังงานไอน้ำที่ได้จากโรงงานไฟฟ้ามาใช้ผลิตบะหมี่ฯ ด้วย โดยขณะนี้ยังไม่สามารถประมาณการเงินลงทุนได้ เพราะอยู่ระหว่างการพิจารณาว่าจะเลือกลงทุนที่ใดระหว่างย่างกุ้งและมัณฑะเลย์

การลงทุนในพม่า จะเป็นการเช่าที่ดินระยะยาว 60 ปี โดยเดินทางไปดูที่ดินที่ย่างกุ้งและมัณฑะเลย์ ในต้นเดือน ม.ค. ซึ่งเบื้องต้นพบว่า ราคาที่ดินที่ย่างกุ้งเฉลี่ย 3 ล้านบาทต่อไร่ ขณะที่ราคาที่ดินที่มัณฑะเลย์เฉลี่ย 2 แสนบาทต่อไร่ สำหรับการเช่านาน 60 ปี โดยปัจจุบันมาม่ามีโรงงานอยู่ 1 แห่งที่ย่างกุ้ง มีเครื่องจักร 6 เครื่อง มีกำลังการผลิตเพียง 30,000 หีบต่อเดือนไม่เพียงพอกับความต้องการ อีกทั้งขณะนี้พม่ามีแผนจะเปิดประเทศ ทำให้มองเห็นโอกาสในการขยายตลาด จึงเตรียมตั้งโรงงานแห่งใหม่ขึ้น ซึ่งคาดว่าจะสามารถสรุปได้ในเร็วๆ นี้ และใช้เวลาดำเนินการก่อสร้าง 10 เดือน” นายพิพัฒ กล่าว
การเดินทางไปพม่าพร้อมนายบุณยสิทธิ์ โชควัฒนา ประธานเครือสหพัฒน์ ครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อไปดูโรงงานบะหมี่ฯ ที่มีอยู่เดิม พร้อมทั้งดูโรงงานอื่นๆ ในเครือสหพัฒน์ และจะเดินทางต่อไปยังมัณฑะเลย์ เพื่อดูที่ดินสำหรับการลงทุนโรงงานแห่งใหม่
นอกจากนี้บริษัทยังมีแผนลงทุนตั้งโรงงานแห่งใหม่ที่ประเทศบังกลาเทศ ซึ่งปัจจุบันมีโรงงานอยู่ 1 แห่ง แต่กำลังการผลิตไม่เพียงพอกับความต้องการ อีกทั้งบริษัทมีแผนจะขยายตลาดไปยังประเทศอินเดีย ซึ่งมีจำนวนประชากรมาก และเป็นตลาดที่ใหญ่ หากได้รับสิทธิประโยชน์ตามข้อตกลงด้านภาษีระหว่างบังกลาเทศกับอินเดีย โดยการลงทุนโรงงานใหม่นี้ คาดว่าจะใช้เงินลงทุน 100 ล้านบาท และเป็นการร่วมทุนระหว่างทีเอฟ 55% สหพัฒน์ 10% และนักธุรกิจชาวบังกลาเทศ 35% ทั้งนี้คาดว่าจะเริ่มดำเนินการก่อสร้างโรงงานได้ในเดือน มี.ค. – เม.ย.นี้ ส่วนการขยายการลงทุนในกัมพูชา อยู่ระหว่างการศึกษาถึงความต้องการของตลาดที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่องด้วย
ในปี 2555 บริษัทเน้นการลงทุนในต่างประเทศมากกว่าประเทศไทย ภายใต้ 3 กลยุทธ์หลัก คือ 1.เน้นตลาดบะหมี่ชนิดถ้วยเพื่อเพิ่มยอดขาย  2. การพัฒนาสินค้าใหม่ที่มีนวัตกรรมออกสู่ตลาด  3. การขยายตลาดในต่างประเทศ ทั้งรูปแบบการส่งออก ซึ่งปัจจุบันส่งออกไปยัง 50 ประเทศทั่วโลก และในรูปแบบการลงทุนตั้งโรงงาน เช่น กัมพูชา, พม่า, บังกลาเทศ เป็นต้น
สำหรับผลประกอบการของบริษัทในปี 2555 ตั้งเป้าที่จะมียอดขายมากกว่า 1 หมื่นล้านบาท จากในปี 2554 ที่มียอดขายกว่า 9,000 ล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้น 12% แบ่งเป็นยอดขายในประเทศกว่า 7,300 ล้านบาท และยอดส่งออกกว่า 1,700 ล้านบาท โดยในปี 2555 ซึ่งบริษัทรุกทำตลาดต่างประเทศเพิ่มมากขึ้น จะส่งผลให้ยอดส่งออกเพิ่มขึ้นเป็น 2,000 ล้านบาท

 

‘บิ๊กซี’ เขย่าบัลลังก์ ‘เทสโก้ โลตัส’

'บิ๊กซี' เขย่าบัลลังก์ 'เทสโก้ โลตัส'

จาก กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ ธุรกิจ:Marketing วันที่่ 3 มกราคม 2555

กมรุกของเบอร์ 2 “บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์” เรียกได้ว่า “หายใจรดต้นคอ “ผู้นำ” ตลาดดิสเคาท์สโตร์ “เทสโก้ โลตัส”
เกมรุกของเบอร์ 2 “บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์” เรียกได้ว่า “หายใจรดต้นคอ “ผู้นำ” ตลาดดิสเคาท์สโตร์ “เทสโก้ โลตัส” จากยอดขาย 7 หมื่นล้านบาทต่อปี หลังจากซื้อกิจการ คาร์ฟูร์ ไฮเปอร์มาร์เก็ต ยอดขายทะยานทะลุแสนล้านบาท ไต่ระดับเทียบเคียงเบอร์ 1 เข้าไปทุกที ไม่แปลก 2 ขั้วยักษ์ใหญ่จะเปิดศึกฟาดฟันกันแบบ ตาต่อตา ฟันต่อฟัน อย่างไม่เคยปรากฏมาก่อนในสมรภูมิการแข่งขันธุรกิจค้าปลีกประเทศไทย

เมื่อผู้ตามหลังอย่าง “บิ๊กซี” ฮุบ “คาร์ฟูร์” สำเร็จ เป็นจุดทำให้เกมเปลี่ยน สมรภูมิดิสเคาท์สโตร์เมืองไทยจากที่เคยมี 3 ปาร์ตี้ เหลือ ‘ผู้เล่น’ เพียง 2 แบรนด์ คือ บิ๊กซี และ เทสโก้ โลตัส ต่างเป็น 2 ยักษ์ใหญ่ข้ามชาติที่พร้อมจะห้ำหั่นกันทุกรูปแบบ!!! ด้วยขุมพลังทั้งเม็ดเงินทุน และโนว์ฮาว ที่ไม่ด้อยไปกว่ากัน จึงไม่มีทีท่าว่าฝ่ายใดจะยอม “อ่อนข้อ” นอกเหนือจาก “ไพรซ์วอร์” แข่งด้วย “ราคาต่ำทุกวัน” ยังดับเครื่องชนทุกรูปแบบอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน ไม่ว่าจะการขยายสาขาที่ต่างฝ่ายเร่งไล่ล่าพื้นที่ปักธงเปิดร้านใหม่ ทั้งขนาดเล็ก กลาง และใหญ่ ในหลากหลายคอนเซปต์ หรือ กิจกรรมการตลาด แคมเปญส่งเสริมการขายต่างๆ ที่ “ตอบโต้” กันอย่างทันควัน
ในห้วงแรกทั้งคู่เปิดศึก ‘คูปองเงินสด’ ช่วงชิงลูกค้ากันอย่างหนักหน่วงสะท้านบรรดาร้านค้าปลีกอื่นๆ อยู่ไม่น้อย

++ สะเทือนวงการ ‘บิ๊กซี’ ฟ้อง ‘เทสโก้ โลตัส’
กลยุทธ์แบบ ‘ตาต่อตา ฟันต่อฟัน’ สร้างปรากฏการณ์สะเทือนวงการค้าปลีกอีกครั้ง เมื่อ “บิ๊กซี” ตัดสินใจยื่นฟ้อง “เทสโก้ โลตัส” หลังจากเคยยื่นเรื่องร้องเรียนต่อคณะกรรมการแข่งขันทางการค้า กระทรวงพาณิชย์ มาแล้ว แต่ ‘คู่แข่ง’ ไม่หยุด โดยเมื่อวันที่ 15 ส.ค. บริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) และบริษัท เซ็นคาร์ จำกัด ได้ยื่นคำฟ้องต่อศาลแพ่ง กรณี บริษัท เอก-ชัย ดีสทริบิวชั่น ซิสเทม จำกัด ผู้ประกอบการห้างสรรพสินค้าเทสโก้ โลตัส ในฐานกระทำการฝ่าฝืน พ.ร.บ. แข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2542 โดยการนำสัญลักษณ์ เครื่องมือ และกลไกทางการตลาดของ บมจ. บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ และบริษัท เซ็นคาร์ จำกัด ไปใช้จัดทำโฆษณาและแคมเปญส่งเสริมการขายโดยมิชอบ เพื่อสร้างรายได้และฐานลูกค้าให้กับตนเอง

เหตุผลที่ทำให้ บมจ. บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ และบริษัท เซ็นคาร์ จำกัด ตัดสินใจยื่นฟ้องนั้น เนื่องจาก บริษัท เอก-ชัย ดีสทริบิวชั่น ซิสเทม จำกัด ได้ทำการละเมิดสิทธิทางการค้าและการตลาดของบริษัทฯ ด้วยการนำสัญลักษณ์ เครื่องมือ และกลไกทางการตลาดของ บมจ. บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ ไปใช้จัดทำแคมเปญโฆษณาและส่งเสริมการขายเพื่อประโยชน์ของตน อย่างโจ่งแจ้งถึง 2 ครั้งในวาระต่างกัน ซึ่งการแทรกแซงในลักษณะดังกล่าว ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประเทศไทย และหากคู่กรณี ยังคงสามารถดำเนินโครงการในลักษณะดังกล่าวได้ต่อไปก็จะเป็นผลเสียอย่างยิ่งต่อชื่อเสียงและการดำเนินงานของบริษัท อีกทั้งอาจจะนำผลเสียในระยะยาวมาสู่มาตรฐานและจรรยาบรรณของการดำเนินการตลาดในทุกภาคธุรกิจของไทย มิใช่เฉพาะในธุรกิจค้าปลีก

ดังนั้น เพื่อเป็นการปกป้องรักษาสิทธิของ บมจ. บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ และบริษัท เซ็นคาร์ จำกัด บริษัทฯ จึงจำเป็นต้องยื่นฟ้องต่อศาล เพื่อขอให้พิจารณากรณีการแข่งขันทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมและการแทรกแซงการประกอบธุรกิจของผู้อื่น โดยเรียกร้องค่าเสียหายทั้งสิ้น 415.67 ล้านบาท

บิ๊กซี ยังระบุว่า กรณีดังกล่าวจะเป็นกรณีศึกษาเกี่ยวกับจรรยาบรรณและมาตรฐานของการดำเนินการตลาด ที่ทุกบริษัท น่าจะมุ่งดำเนินการตลาดอย่างสร้างสรรค์ และให้เกียรติเพื่อนร่วมธุรกิจ เพื่อประโยชน์สูงสุดของผู้บริโภคในระยะยาว

ในเวลานั้น เทสโก้ โลตัส ได้ออกแถลงการณ์ย้ำถึงความโปร่งใสของการจัดทำแคมเปญส่งเสริมการขาย โดยชี้แจงว่า ปณิธานในการดำเนินธุรกิจของเทสโก้ โลตัส คือการนำเสนอสิ่งที่ดีที่สุดให้แก่ลูกค้าของเรา ในการทำแคมเปญโปรโมชั่นหรือโครงการส่งเสริมการขายทุกครั้ง ดำเนินการด้วยความโปร่งใส ยุติธรรม และสิ่งที่สำคัญที่สุด คือการดำเนินการทุกประการภายใต้กรอบของกฎหมายและกฎระเบียบของทางราชการ จึงมั่นใจในทุกสิ่งที่ เทสโก้ โลตัส ทำเพื่ออำนวยประโยชน์สูงสุดให้กับลูกค้าและผู้บริโภคทั้งมวล

** เอ็กซ์ตร้า ชนสนั่น เอ็กซ์ตร้า
จะตั้งใจหรือเป็นเรื่องบังเอิญของ 2 คู่แข่งแห่งปี นอกเหนือการทำตลาดที่พร้อมเปิดศึกชนสนั่นทุกแคมเปญแล้ว …ทั้งคู่ยังเปิดโมเดลร้านใหม่ โดยมีชื่อ “เอ็กซ์ตร้า” ห้อยหลังเหมือนๆ กันในเวลาไล่เลี่ยกันอีกด้วย เรียกเสียงฮือฮาในตลาดไม่น้อย โดยที่ เทสโก้ โลตัส เลือกสาขาพระราม 4 ปรับโฉมสู่แนวคิดใหม่ครั้งนี้ พร้อมกับเคลมว่าเทสโก้ สโตร์ อิงค์ บริษัทแม่ในอังกฤษได้ใช้คอนเซปต์เอ็กซ์ตร้ามาตั้งแต่ปี 2540

นายประพันธ์ เอี่ยมรุ่งโรจน์ รองประธานผู้บริหาร ฝ่ายพัฒนาธุรกิจและอสังหาริมทรัพย์ บริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารเครือข่ายร้านค้าปลีกภายใต้ชื่อ บิ๊กซี, บิ๊กซี เอ็กซ์ตร้า, บิ๊กซี มาร์เก็ต มินิบิ๊กซี เพียว และบิ๊กซี จัมโบ้ เคยกล่าวไว้ในวันเปิดร้านบิ๊กซี เอ็กซ์ตร้า สาขาพระราม 4 ตัดหน้าคู่แข่งที่อยู่ระหว่างปรับปรุงร้านในฝั่งตรงข้ามว่า การแข่งขันทุกวันนี้…ยอมกันไม่ได้!!!
และเชื่อว่าภาวะการแข่งขันแบบนี้จะยังดำเนินต่อเนื่องไป โดยเฉพาะในตลาดที่ผู้บริโภคมีทางเลือกมากมาย เป็นโจทย์ของผู้ประกอบการว่าจะมัดใจผู้บริโภคให้เข้าใช้บริการเป็นประจำได้อย่างไร

“ตลาดแข่งขันรุนแรงมาก บิ๊กซีก็ต้องทำ หากไม่ทำก็ตาย ธุรกิจดิสเคาท์สโตร์เป็นแบบนี้ ต้อง ตาต่อตา ฟันต่อฟัน ผู้ประกอบการไปคุยกัน ฮั้วกันไม่ได้ การแข่งขันเวลานี้เราเรียกว่าเป็น Co-Leader แน่นอนว่าความเป็น Leader โดยเด็ดขาดคือสิ่งที่ทุกคนมุ่งหวัง” นายประพันธ์กล่าว

++ เร่งสยายปีกไม่หยุดครอบคลุมตลาด
หากมองในเชิงของการลงทุนของบิ๊กซี เปิดเกมรุกอย่างหนัก โดยเฉพาะคอนเซ็ปต์ใหม่ “บิ๊กซี เอ็กซ์ตร้า” และ โมเดลค้าส่ง “บิ๊กซี จัมโบ้” นอกเหนือไปจากร้านค้าปลีกหลากหลายรูปแบบ ประกอบด้วย “ไฮเปอร์มาร์เก็ต” ใน 3 ขนาด ได้แก่ ร้านขนาดใหญ่ 8,000 ตร.ม. ขึ้นไป ร้านขนาดกลาง 6,000 ตร.ม. และร้านขนาดเล็ก 4,000 ตร.ม. “บิ๊กซี มาร์เก็ต” ขนาดพื้นที่ 1,000-2,000 ตร.ม. “มินิ บิ๊กซี” เป็นร้านคอนวีเนียนสโตร์ ขนาดประมาณ 300 ตร.ม. และร้านเพื่อสุขภาพและความงาม “เพียว”

การพัฒนาคอนเซปต์ “บิ๊กซี เอ็กซ์ตร้า” ในประเทศไทย เป็นรูปแบบร้านค้าใหม่เน้นจำหน่ายสินค้านำเข้าพรีเมียมจากต่างประเทศ โดยเฉพาะ “คาสิโน แบรนด์” ซึ่งเป็นไพรเวทแบรนด์ของกลุ่มคาสิโนเป็นที่รู้จักและนิยมในฝรั่งเศสมากว่า 110 ปี รวมทั้งมียอดจำหน่ายสูงในบราซิล โคลัมเบีย และเวียดนาม โดยเน้นการปรับเปลี่ยนสาขาขนาดใหญ่ของคาร์ฟูร์ ไฮเปอร์มาร์เก็ต เป็น “บิ๊กซี เอ็กซ์ตร้า” เช่น พระราม 4 ลาดพร้าว รัชดาภิเษก รามอินทรา อ่อนนุช ภูเก็ต ชลบุรี และเชียงใหม่

บิ๊กซี พยายามเร่งสปีดร้านขนาดเล็ก “มินิ บิ๊กซี” ด้วย ยังทิ้งห่าง “เทสโก้ โลตัส” ที่มีสาขาเอ็กซ์เพรส ผุดราวดอกเห็ดทั่วประเทศมากกว่า 600 แห่ง แต่ละปีขยายสาขาเพิ่มไม่ต่ำกว่า 100 แห่ง เทียบบิ๊กซียังอยู่ในอัตราเปิดใหม่ปีละ 50 แห่ง
เป็นที่น่าจับตามองในปี 2555 นี้ 2 ยักษ์ใหญ่จะสร้างปรากฏการณ์…สะเทือนวงการค้าปลีกอะไรอีก

พลัง “คิดบวก” ภูมิคุ้มกันธุรกิจปีหน้า

จาก กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ ธุรกิจ-Marketing วันที่ 30 ธันวาคม 2554

ปี 2554 ที่กำลังจะผ่านพ้นไปในอีกไม่กี่วัน นับเป็นปีที่คนไทยและผู้ประกอบการธุรกิจ ต้องเผชิญกับปัญหาอุทกภัยครั้งใหญ่ในรอบ 50 ปี

ปี 2554 ที่กำลังจะผ่านพ้นไปในอีกไม่กี่วัน นับเป็นปีที่คนไทยและผู้ประกอบการธุรกิจ ต้องเผชิญกับปัญหาอุทกภัยครั้งใหญ่ในรอบ 50 ปี และสร้างความวิตกกังวลต่อการบริหารงานในปีหน้าไม่น้อย ว่าจะก้าวเดินอย่างไร  เพื่อให้ธุรกิจยังเติบโตได้  ท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ที่ไม่อาจคาดเดาได้
นักธุรกิจ หลายคน จึงต้องวางแผนสร้างภูมิคุ้มกัน รับมืออย่างรอบคอบมากกว่าที่ผ่านมา ซึ่งแต่ละคน ต่างก็มี แนวคิด และวิธีปฏิบัติ ที่แตกต่างกันไป แต่เป้าหมายเดียวกัน คือ การเอาตัวรอดในสถานการณ์ที่อาจคาดไม่ถึง
บุญเกียรติ โชควัฒนา ประธานกรรมการ บริษัท ไอ.ซี.ซี. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) กล่าวผ่านรายการ “ลับคมธุรกิจ” ทางเอฟเอ็ม 90.5 ว่า หลักการบริหารของตนเองที่ยึดถือมาตลอดการทำงานคือการ “คิดบวก” ว่าการทำงานทุกปีต้องดีและเติบโต ดังนั้น ไม่ว่าปี 2555 จะเผชิญกับปัญหาหรือภัยพิบัติใดๆ เชื่อว่าจะเป็นอีก “ปีที่ดีของธุรกิจ”
และไม่ต้องการให้ผู้ประกอบการต่างๆ เป็นกังวลมากนักว่าปี 2555 ประเทศไทยจะต้องเผชิญกับภัยพิบัติใด  เพราะเพียงแค่เตรียมตัวให้พร้อมในทุกสถานการณ์ก็น่าจะเพียงพอ ให้ทุกคน ทุกธุรกิจ ผ่านพ้นเหตุการณ์ต่างๆ ไปได้
“แต่ต้องบอกตัวเองว่า จะต้องดีขึ้นและดีขึ้นเท่านั้น”  เชื่อว่าเมื่อคิดเช่นนี้ “กำลังใจ” ในการทำงานทุกอย่างก็จะมากขึ้น เพราะคนที่เป็นห่วงเป็นกังวล กับสถานการณ์ที่ยังไม่เกิด โดยไม่บอกกับตัวเองว่าจะดีขึ้น…ก็จะเสียกำลังใจในการทำงาน
สำหรับสิ่งที่ต้องเตรียมตัวง่ายๆ หากคิดว่าจะเกิดอุทกภัยขึ้นอีกในปีหน้า  ทางด้าน “กายภาพ” ก็เพียงเตรียมตัวให้พร้อมเรื่องการป้องกันน้ำท่วม แต่ที่สำคัญมากกว่านั้นคือการ “เตรียมใจ” ว่าหากเกิดเหตุการณ์ภัยพิบัติขึ้นมาอีก  การเตรียมใจให้พร้อมเพื่อรับสถานการณ์ให้ได้ เชื่อว่าทุกคนจะไม่เดือดร้อนหนักเหมือนปีนี้
“การเตรียมใจ ให้รับได้กับสถานการณ์ต่างๆ เป็นเรื่องที่ง่ายกว่าการเตรียมตัว เพราะแค่คิดว่าเราพร้อม ที่จะฟันฝ่ากับอุปสรรคต่างๆ ที่จะเข้ามากระทบ หากคิดได้เช่นนี้บ่อยๆ ก็เท่ากับเป็นการฝึกการเตรียมใจ และจะผ่านพ้นไปได้”
หากมีการเตรียมใจรับสถานการณ์ต่างๆ ไว้แล้ว  ไม่ว่าจะเกิดเหตุการณ์ร้ายแรงในปี 2555 ทุกคนจะรับมือได้หมด แม้กระทั่งการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ก็ไม่ใช่เรื่องที่น่ากลัว เพราะมีการเปลี่ยนแปลงมาทุกยุค ทุกสมัย
สำหรับการบริหารในปีหน้า ไอ.ซี.ซี. พร้อมรับทุกสถานการณ์ พร้อมทั้งแผนการรับมือด้านการบริหารความเสี่ยง (risk management)  ที่ได้บอกกับผู้บริหารทุกคนให้เตรียมพร้อมรับมือเศรษฐกิจในปี 2555  ด้วยหลักคิดว่าไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น “เรายังเติบโตได้”  เพื่อจะได้คิดหาวิธีการต่างๆ ที่จะแก้ไขและหาทางบริหารองค์กรให้ไปถึงเป้าหมาย
“ทุกปีเราวางเป้าหมายจะเติบโต 30% ซึ่งหลักการคิดบวก เชื่อว่าทุกอย่างเป็นไปได้ แม้จะเป็นตัวเลขที่สูงก็ตาม เมื่อคิดว่าต้องเติบโต 30% ก็จะมีโอกาสมากขึ้นในการทำธุรกิจเพื่อมุ่งไปยังเป้าหมาย”

หากคิดว่าจะเติบโต 10%  แต่เชื่อว่าจะโตได้ต่ำกว่านั้นแน่นอน  นักบริหารหากคิดว่าจะเติบโตเหมือนเดิมทุกปี ก็จะไม่แสวงหาโอกาสใหม่ๆ ที่จะมากระตุ้นให้ธุรกิจเติบโต ยิ่งปัจจุบันเศรษฐกิจไทยไม่ได้ดีเหมือนในยุคปี 2540  ที่เป็นเศรษฐกิจ “ขาขึ้น” จีดีพี ประเทศไทยเติบโตเป็นตัวเลขสองหลักทุกปี  ดังนั้นแม้ภาคเอกชนบริหารธุรกิจซ้ำแบบเดิมก็ยังเติบโตได้

ในปีหน้า ไอ.ซี.ซี. พร้อมเปิดรับไอเดียใหม่ๆ ของพนักงานที่มานำเสนอ เพื่อกระตุ้นให้ทุกธุรกิจเติบโต … โดยผู้บริหาร จะต้องแสดงให้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงด้านการคิดบวก และไอเดียใหม่ๆ เป็นประโยชน์กับทั้งองค์กรและตัวพนักงานเอง

ขณะนี้มีไอเดียว่างานสหกรุ๊ป ช่วงเดือนมิ.ย. ปี2555  จะจัดงานแฟชั่นโชว์ “ป้องกันน้ำท่วม”  ด้วยไอเดียสนุกสนานในรูปแบบต่างๆ เพื่อเป็นความรู้และแนวทางในการป้องกันน้ำท่วมให้คนไทยได้ใช้ป้องกันและเตรียมตัวรับสถานการณ์น้ำท่วมที่อาจจะเกิดขึ้นอีก  และเป็นโอกาสในการจำหน่ายสินค้าป้องกันน้ำท่วม

นอกจากนี้แนวทางการแสวงหาอัตราการเติบโตให้องค์กร  ผู้บริหารจะต้องเข้าใจเทรนด์ธุรกิจในแต่ละปี พร้อมปรับธุรกิจให้สอดรับกับเทรนด์ต่างๆ สำหรับเทรนด์สินค้าเพื่อสิ่งแวดล้อม ที่มาแรงในปี 2555  ซึ่ง ไอ.ซี.ซี. เองมีโครงการ Cool The World ที่ดำเนินการมา 2 ปี ที่ตอบโจทย์ด้านการดูแลสิ่งแวดล้อม โดยกำหนดให้การผลิตของทุกโรงงานในเครือจะต้องปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้มีปริมาณลดลง และกำหนดแนวทางการลดใช้พลังงาน  พร้อมการปลูกต้นไม้ชดเชยการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ไปพร้อมกัน เพื่อช่วยลดโลกร้อน สร้างสภาพแวดล้อมที่ดีให้ประเทศไทย

โตโยต้า – อีซูซุ เตรียมเดินเครื่องผลิตรถ 21 พ.ย.

จาก ไทยรัฐออนไลน์  ข่าวเศรษฐกิจ วันที่ 20 พ.ย. 2554

โตโยต้า-อีซูซุ เตรียมเดินเครื่องผลิตรถอีกครั้งในวันพรุ่งนี้ (21 พ.ย.) ส่วนฮอนด้ายังไม่สามารถผลิตได้เพราะโรงงานยังจมอยู่…

เมื่อวันที่ 20 พ.ย. บริษัทรถยนต์โตโยต้า และอีซูซุ เผยว่าจะเริ่มทำการผลิตรถยนต์อีกครั้งในวันพรุ่งนี้ (21 พ.ย.) หลังจากก่อนหน้านี้ บริษัทรถยนต์ญี่ปุ่นอีก 4 แห่ง ได้เริ่มกลับมาผลิตรถยนต์แล้วตั้งแต่ช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะนี้มีเพียงบริษัทรถยนต์ฮอนด้าเท่านั้น ที่ยังไม่สามารถกลับมาผลิตได้ เนื่องจากโรงงานยังคงจมอยู่ใต้น้ำ

ทั้งนี้ ไทยเป็นฐานการผลิตรถยนต์ที่สำคัญแห่งหนึ่งของญี่ปุ่น แต่ยังต้องใช้เวลาอีกสักระยะกว่าที่การผลิตจะกลับเข้าสู่ระดับปกติ หลังจากสถานการณ์น้ำท่วมหนักตั้งแต่เดือนตุลาคม ทำให้บริษัทรถยนต์ญี่ปุ่น ทั้ง 8 แห่งในไทย ต่างต้องระงับการผลิตลง เนื่องจากประสบปัญหาเรื่องการจัดส่งชิ้นส่วนยานยนต์.

ภาวะค้าปลีกคลี่คลาย “บิ๊กซี”หยุดนำเข้าไข่ ระบุกำลังผลิตในปท.มีเพียงพอแล้ว

จาก มติชนออนไลน์ หน้าแรก วันที่ 15 พฤศจิกายน 2554

นายกุฎาธาร นาควิโรจน์ ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กร บริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า สถานการณ์สินค้าบริโภคที่จำเป็นในชีวิตประจำวันจำหน่ายในร้านค้าปลีกสมัยใหม่หรือโมเดิร์นเทรด เริ่มปรับตัวดีขึ้นสังเกตจากเริ่มมีไข่ไก่ น้ำดื่ม ปลากระป๋อง และบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป วางจำหน่ายบนชั้นวางสินค้า จากเดิมก่อนหน้านี้เมื่อนำสินค้ามาเติมจะหมดและหายไปจากชั้นวางสินค้าทันที เพราะขณะนี้ผู้บริโภคเริ่มเข้าใจสถานกาาณ์น้ำท่วมมากขึ้น จากเดิมประเมินไม่ถูกจึงเกิดความกลัวและกักตุนสินค้า ซื้อสินค้าเพิ่มหลายเท่าตัว นอกจากนี้หลังจากสถานการณ์น้ำท่วมเริ่มคลี่คลายการขนส่งเริ่มดีขึ้น ผู้ผลิตสามารถขนส่งสินค้าไปยังคลังสินค้าชั่วคราวหรือดีซีของโมเดิร์นเทรดได้ ดังนั้น บิ๊กซีจึงจะไม่นำเข้าไข่ไก่จากต่างประเทศแล้ว เพราะขณะนี้กำลังการผลิตในประเทศมีเพียงพอแล้ว

12 เอกชนยักษ์ใหญ่ ผนึกกำลังตั้งกองทุนพลังน้ำใจไทย Power of Thai

มติชนออนไลน์ วันที่ 15 พ.ย. 2554

จากวิกฤตอุทกภัยที่เกิดขึ้น ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างกว้างขวาง 12 บริษัทเอกชนขนาดใหญ่ ได้แก่ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด(มหาชน) ธนาคารกรุงเทพ , บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด(มหาชน) , บริษัท กลุ่มเซ็นทรัล จำกัด ฒ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด(มหาชน) บริษัท ไทยยูเนี่ยน โฟรเซ่น โปรดักส์ จำกัด(มหาชน) บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้ง จำกัด(มหาชนฉ กลุ่มมิตรผล บริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ๊ป จำกัด(มหาชน) บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด(มหาชน) และบริษัทไอ.ซี.ซี.อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด(มหาชน) จึงได้รวมพลังกัน เพื่อช่วยในการฟื้นฟูประเทศ ภายหลังจากน้ำลดระดับลง เพื่อระดมทุนภายใต้ ”กองทุนพลังน้ำใจไทย Power of Thai”

ผู้บริหารบริษัทยักษ์ใหญ่ ประกอบด้วย
นายฐาปน  สิริวัฒนภักดี กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ไทยเบฟเวอร์เรจ จำกัด(มหาชน)
นายสุทธิธรรม จิราธิวัฒน์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท กลุ่มเซ็นทรัล จำกัด
นายศุภชัย  เจียรวนนท์ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานคณะผู้บริหาร  บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด(มหาชน)
นายไพบูลย์  ดำรงชัยธรรม ประธานกรรมการ บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด(มหาชน)
นายสมประสงค์  บุญยะชัย รองประธานกรรมการ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด(มหาชน)
นายอิสระ  ว่องกุศลกิจ ประธานกรรมการบริหาร กลุ่มมิตรผล
นายธีรพงศ์ จันศิริ ประธานกรรมกรรมการบริหาร บริษัท ไทยยูเนี่ยน โปรเซ่น โปรดักส์ จำกัด(มหาชน )

ท็อปส์ชี้ยอดเฮาส์แบรนด์พุ่งรับน้ำท่วม

จาก ประชาชาติธุรกิจออนไลน์ การตลาด วันที่ 14 พฤศจิกายน 2554

“ท็อปส์” ปลื้มยอดสินค้าโอนแบรนด์พุ่งกระฉูด รับดีมานด์ช่วงน้ำท่วม พร้อมควงผู้ผลิตรายเล็กแจ้งเกิด แก้ปัญหาสินค้าขาด เดินหน้าตามแผน เตรียมตัดริบบิ้นสาขาเซ็นทรัล พระราม 9 ควบคู่อัดแคมเปญกระตุ้นจับจ่ายปลายปี เผยเห็นสัญญาณดีกำลังซื้อเริ่มเข้าที่ ผู้บริโภคจับจ่ายฃตามปกติ


นางสาวภัทรพร เพ็ญประพัฒน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่สายการตลาดและประชาสัมพันธ์ บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด ผู้บริหารเซ็นทรัล ฟู้ด ฮอลล์, ท็อปส์ ซูเปอร์มาร์เก็ต, ท็อปส์ มาร์เก็ต และท็อปส์ เดลี่ เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า เพื่อกระตุ้นอารมณ์การจับจ่ายให้กลับมาเป็นปกติ จากนี้ไปห้างค้าปลีกหรือโมเดิร์นเทรดจะต้องเร่งทำการบ้านเรื่องซีซั่นนิ่งแคมเปญช่วงปลายปีให้มากขึ้น สำหรับท็อปส์เองนอกจากจะทำแคมเปญกระเช้าปีใหม่เหมือนทุกปีแล้ว ก็จะเดินหน้าเรื่องสาขาตามแผนเดิมที่วางไว้ โดยเฉพาะสาขาใหม่ที่เซ็นทรัล พระราม 9 ซึ่งมีกำหนดเปิดในเดือนธันวาคม

นางสาวภัทรพรกล่าวอีกว่า ช่วง 1 เดือนที่ผ่านมาผู้ผลิตสินค้า (ซัพพลายเออร์) ในประเทศบางส่วนผลิตสินค้าได้น้อยลง บริษัทจึงพยายามหาแบรนด์ใหม่ๆ เข้ามาเป็นทางเลือกเพื่อตอบสนองความต้องการลูกค้ามากถึง 20 แบรนด์ เน้นที่กลุ่มอาหารการกิน อาหารสด อาหารแห้ง ซึ่งส่วนใหญ่มีจำหน่ายในท้องตลาดอยู่แล้วแต่ไม่มีขายในโมเดิร์นเทรด

อาทิ น้ำดื่มเซียโล่ ของอาเจไทยผู้ผลิตน้ำอัดลมบิ๊ก โคล่า ซึ่งซัพพลายสินค้าให้เฉพาะท็อปส์และเซเว่น อีเลฟเว่น หรือกรณีน้ำดื่มช้างที่เดิมเน้นจำหน่ายลักษณะออนพรีมิส (ร้านอาหาร) ก็เริ่มขยับเข้ามาจำหน่ายในโมเดิร์นเทรดมากขึ้น รวมถึงปลากระป๋องซูเปอร์ ซี เชฟ ซึ่งขณะนี้เป็นรายเดียวที่สามารถผลิตสินค้าได้ และยอดขายมีการเติบโตสูงมากในช่วงนี้ รวมทั้งนมยูเอชทีหนองโพ นอกจากนี้ยังมีสินค้าของกลุ่มเอสเอ็มอี เช่น น้ำพริกรุ่งเจริญ ซึ่งทุกแบรนด์ก็มีการเติบโตเพิ่มขึ้น และถือเป็นโอกาสแจ้งเกิดสำหรับแบรนด์ที่ยังไม่ค่อยเป็นที่รู้จักมากนัก

ขณะที่สินค้าโอนแบรนด์ (Own Brands) ของท็อปส์ เช่น ท็อปส์ คุกกิ้งฟอร์ฟัน และมายช้อยส์ ส่วนใหญ่เป็นผู้ผลิตในประเทศและเอสเอ็มอีรายย่อย ซึ่งแม้บางส่วนจะได้รับผลกระทบจากภาวะน้ำท่วม แต่ยังมีอีกบางส่วนที่สามารถผลิตได้ตามปกติ สินค้าโอนแบรนด์ของท็อปส์จึงมียอดขายเติบโตเกินกว่า 50% โดยเฉพาะขนมปังตราท็อปส์ นมข้นหวานตราท็อปส์ ซึ่งไม่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมเพราะมีโรงงานอยู่ที่ชลบุรี

ด้านการขนส่งสินค้า เนื่องจากท็อปส์มีศูนย์กระจายสินค้าหลักอยู่ที่บางบัวทอง ซึ่งเส้นทางเข้าออกถูกน้ำท่วมสูง บริษัทจึงไปตั้งศูนย์กระจายสินค้าชั่วคราวที่นิคมอุตสาหกรรมเหมราช จ.ชลบุรี เพื่อให้ซัพพลายเออร์นำสินค้าไปส่งได้สะดวกขึ้น และคาดว่าภายในสัปดาห์นี้ (ตั้งแต่วันพุธที่ 9 พ.ย.เป็นต้นไป) การกระจายสินค้าจะกลับมาเป็นปกติเหมือนเดิม

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้สถานการณ์โดยรวมก็เริ่มคลี่คลายและปรับตัวดีขึ้น อารมณ์การจับจ่ายสินค้าของผู้บริโภคเริ่มกลับมาเป็นปกติ ซึ่งเราพยายามนำสินค้ามาจำหน่ายให้ผู้บริโภคให้ได้มากที่สุด อย่างไรก็ตามเป็นที่น่าสังเกตว่าสินค้า 4 ตัวหลักอย่างน้ำดื่ม ไข่ ปลากระป๋อง และบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ก็ยังคงมีดีมานด์มากอยู่เหมือนเดิม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับสาขาของท็อปส์ที่ต้องปิดให้บริการชั่วคราวจากปัญหาน้ำท่วม ล่าสุดมีประมาณ 23 สาขา เป็นท็อปส์ เดลี่ 15 สาขา ท็อปส์ ซูเปอร์มาร์เก็ต และท็อปส์ มาร์เก็ตรวมกัน 8 สาขา ส่วนสาขาที่ยังไม่ได้รับผลกระทบก็มีการเตรียมพร้อมเรื่องกำแพงและกระสอบทรายเต็มที่

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.