เปิดแผนสหพัฒน์อ้าแขนร่วมทุนธุรกิจหน้าใหม่ เพิ่มกำลังผลิตสินค้าอาหาร-เล็งยึดตลาดพม่า
จาก ประชาชาติธุรกิจออนไลน์ วันที่ 9 มกราคม 2555 หน้า 1
เปิดแผนรุกสหพัฒน์ปี”55 ขยายกำลังการผลิตรับยอดขายกลุ่มอาหารพุ่ง “บุณยสิทธิ์ โชควัฒนา” เชื่อปีนี้สภาพตลาดดี-เงินสะพัด เดินหน้ากลยุทธ์แตกแล้วโตภาคสอง อ้าแขนร่วมทุนธุรกิจทุกระดับ เปิดร้านอเนกประสงค์ “สึรุฮะ” ประกบวัตสัน หวั่นใจขึ้นค่าแรง 300 บาท ทำทุนญี่ปุ่นหายหน้า
นายบุณยสิทธิ์ โชควัฒนา ประธานเครือสหพัฒน์ เปิดเผยว่า สถานการณ์น้ำท่วมปลายปีที่ผ่านมา ไม่ส่งผลกระทบต่อธุรกิจในเครือสหพัฒน์ เนื่องจากโรงงานทั้งหมดในเครือตั้งที่สวนอุตสาหกรรมศรีราชา จึงถือเป็นการมองระยะยาวตั้งแต่แรกว่าไม่ใช้ที่ตั้งโรงงานที่ใกล้น้ำ ที่ผ่านมา ทางเครือยังใช้เงินไปกว่า 100 ล้านบาท ช่วยเหลือผู้ประสบภัยโดย พร้อมกันนี้ก็ไม่ได้ฉวยจังหวะขึ้นราคา และเดินเครื่องผลิตสินค้าเต็มที่ เพื่อไม่ให้ขาดแคลน
โดยปีที่ผ่านมา เครือสหพัฒน์โดยภาพรวมปิดยอดขายตามเป้าหมายที่วางไว้ ส่วนหนึ่งก็มาจากดีมานด์ที่ล้นทะลักช่วงปลายปี
สำหรับในปีนี้เชื่อว่าตลาดยังเป็นไปได้ดี เพราะเมื่อเกิดภาวะน้ำท่วมทำให้รัฐบาลต้องมีมาตรการต่าง ๆ ออกมา รวมทั้งทุ่มงบประมาณกระตุ้นกำลังซื้อ โดยเฉพาะผู้ที่ประสบภัยน้ำท่วม ขณะที่ผู้ประสบภัยก็ต้องใช้เงินซื้อวัสดุอุปกรณ์ในการซ่อมแซมบ้าน และเครื่องใช้ทำให้เงินหมุนในระบบ
ประสบการณ์ที่ได้จากช่วงน้ำท่วมคือถ้าไม่ประมาท เชื่อว่าจะไม่เกิดซ้ำสองแน่นอน แต่การบ้านของรัฐบาล คือต้องบริหารจัดการน้ำอย่างไร ต้องทำให้ถูกต้อง แต่ตนยังมองในแง่บวก และเชื่อว่า นโยบายที่รัฐบาลจะนำมาใช้แก้น้ำท่วมน่าจะโอเค
ค่าแรง 300 หนักกว่าน้ำท่วม
นายบุณยสิทธิ์กล่าวอีกว่า หากถามเรื่องที่เป็นห่วง ค่าเงินขณะนี้ก็ถือว่ามาถูกทางแล้ว ส่วนเรื่องการเมืองต้องห่วงอยู่แล้ว เพราะเป็นแฟ็กเตอร์สำคัญ ที่กำหนดว่าอะไรจะดี หรือไม่ดี
นอกจากนี้ ประธานเครือสหพัฒน์ยังกล่าวถึงนโยบายขึ้นค่าแรง 300 บาท ว่า จะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงกับการทำธุรกิจ โดยเฉพาะเครือสหพัฒน์แน่นอน
“หากจะขึ้นจริง ๆ ต้องทยอยขึ้น ไม่ใช่ขึ้นทีเดียว หากเทียบกับน้ำท่วมแล้ว การขึ้นค่าแรง 300 บาท หนักกว่า เพราะเกี่ยวกับการส่งออกโดยตรง ทำให้ต้นทุนสูงขึ้น หากมองในมุมนักธุรกิจต่างชาติที่มาลงทุนในไทย น้ำท่วมเขายังไม่ย้ายโรงงานหนี เพราะสินค้าในประเทศก็ยังขายดี แต่ถ้าหากต้นทุนการผลิตสูงขึ้นและส่งผลต่อการใช้ไทยเป็นฐานผลิตเพื่อส่งออก โอกาสการถอนการผลิตออกจากไทยยังมีสูงกว่า เพราะแข่งขันไม่ได้”
สำหรับสหพัฒน์ก็ได้รับผลกระทบแน่นอนจากการปรับขึ้นค่าแรง 300 บาทของรัฐบาลโดยเฉพาะในแง่ของการ ส่งออก ซึ่งปัจจุบันสัดส่วนการส่งออกของเครืออยู่ที่ 30% ซึ่งพยายามบาลานซ์ให้อยู่ในระดับนี้
เดินหน้าร่วมทุน ขยายธุรกิจใหม่
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทิศทางธุรกิจของเครือสหพัฒน์ในปีนี้มีนโยบายเปิดกว้างการร่วมลงทุนจากกลุ่มทุนต่าง ๆ โดยนายบุณยสิทธิ์ได้มอบบทบาทนี้ให้นายธรรมรัตน์ โชควัฒนา บุตรชายคนโต เป็นผู้รับผิดชอบ และมีนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ เป็นที่ปรึกษา จากก่อนหน้านี้ แนวทาง “แตกแล้วโต” ของนายห้างเทียม โชควัฒนา ผู้ก่อตั้งสหพัฒน์ ได้สร้างธุรกิจใหม่ ๆ ให้กับเครือนี้เป็นจำนวนมาก
รูปแบบการลงทุนด้วยแนวทาง “แตกแล้วโต” ในอดีต สหพัฒน์จะเข้าไปลงทุนในหลากหลายธุรกิจ โดยไม่มีข้อจำกัดว่าต้องเป็นผู้ถือหุ้นข้างมาก เช่นกรณีบริษัท ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตมาม่า บริษัท เพรซิเดนท์ เบเกอรี่ จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตขนมปังฟาร์มเฮ้าส์ ฯลฯ ทั้งนี้ นายธรรมรัตน์กล่าวว่า การลงทุนของสหพัฒน์จะเป็นสินค้าในกลุ่มปัจจัยสี่เท่านั้น
นอกจากนี้ ทางเครือยังจะให้ความสำคัญกับการเปิดร้านอเนกประสงค์ “สึรุฮะ” ซึ่งมีรูปแบบเดียวกับร้านวัตสันและร้านบู๊ทส์ด้วยเช่นกัน
ส่ง “สันติ” ดูทิศทางลงทุนพม่า
ทิศทางของเครือสหพัฒน์ แน่นอนว่าเรามองไปที่การรวมประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี ที่จะเกิดขึ้นในปี 2558 ว่าจะเป็นโอกาสในการทำตลาดและลงทุนในอาเซียนเพิ่มขึ้น ทุกวันนี้ตลาดอาเซียนก็โตวันโตคืน สามารถทดแทนยุโรปได้เลย แต่การแข่งขันเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว สำหรับเครือสหพัฒน์ ประเทศที่สนใจเป็นพิเศษ คือพม่า หากดูจากสถานการณ์ตอนนี้ อนาคตพม่าต้องเปิดประเทศ ยิ่งประธานอาเซียนคนปัจจุบันเป็นพม่า จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผู้ที่ได้รับมอบหมายจากนายบุณยสิทธิ์ให้ดูแลการลงทุนในพม่า ก็คือนายสันติ วิลาสศักดานนท์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท สหพัฒนา อินเตอร์โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) อดีตประธานสภาอุตสาหกรรม
สหพัฒนพิบูลทุ่มงบฯเพิ่มกำลังผลิต
ด้านนายเวทิต โชควัฒนา กรรมการบริหาร บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า สถานการณ์น้ำท่วมที่ผ่านมา ส่งผลให้สินค้าในกลุ่มมาม่าและกลุ่มอาหารต่าง ๆ มียอดขายเพิ่มขึ้น อาทิ กลุ่มบิสกิต คุกกี้ เวเฟอร์ ภายใต้แบรนด์ “บิสชิน” โตถึง 40% เกินเป้าหมายที่วางไว้ที่ 30% ทำให้ เพิ่มเครื่องจักร ขยายกำลังผลิตในไตรมาส 4
และในปีนี้ยังมีแผนขยายการลงทุนเพิ่มไลน์การผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปชนิดถ้วยอีก 1 ไลน์ ในไตรมาส 2-3 จากที่ ปีนี้เพิ่มไปแล้ว 1 ไลน์ โดยตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปชนิดถ้วย ปีที่ผ่านมาโต 25% จากไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคที่ชื่นชอบความสะดวก รวดเร็ว
ปัจจัยหนุนจากน้ำท่วม ส่งผลให้รายได้ของบริษัทปีนี้เติบโตเกินเป้าหมายที่วางไว้ที่ 11-12% โดยทำยอดขายที่ 24,600 ล้านบาท จากเป้าหมาย 24,200 ล้านบาท ทะลุเป้าหมายติดต่อกันเป็น ปีที่ 8 ตั้งแต่การนำแนวคิด MOP (คิดบวก) ของคุณบุญเกียรติ โชควัฒนา มาใช้ เฉพาะไตรมาส 4 ที่ผ่านมา ซึ่งคิดเป็นสัดส่วน 45% ของบริษัท เติบโตถึง 18% หากคิดทั้งปี กลุ่มอาหารโต 20%
และในปีที่ผ่านมา มีการขยายการจัดจำหน่าย มีลูกค้าใหม่ ๆ อาทิ ยูนิ-เพรสซิเดนท์ (ประเทศไทย)
นายเวทิตกล่าวเพิ่มเติมด้วยว่า สำหรับปีนี้จะมีการเพิ่มลูกค้าใหม่ ๆ ในส่วนของการรับจัดจำหน่ายสินค้านอกเครือให้มากขึ้น โดยภาพรวมปีนี้ตั้งเป้าโตไม่ต่ำกว่า 10%
Posted on January 9, 2012, in K.Boonsithi, K.Vathit, Sahapat. Bookmark the permalink. Leave a Comment.
Leave a Comment
Comments (0)