Category Archives: 108shop

‘ดรักสโตร์’ญี่ปุ่นชูไทยรุกตลาดอาเซียน

กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ วันที่ 6 ก.ค. 2556
ดรักสโตร์ญี่ปุ่น”ซูรูฮะ”เดินหน้ารุกตลาดต่างประเทศ เชื่อมั่นเศรษฐกิจไทยยังแรงโหมขยายสาขา 100 แห่ง วางไทยฮับต่อยอดสู่ตลาดอาเซียน

มร.อาคิโอ ทาเคเสะ กรรมการบริหาร บริษัท ซูรูฮะ(ประเทศไทย) จำกัด บริษัทดรักสโตร์ยักษ์ใหญ่ติดอันดับ1ใน3 ของประเทศญี่ปุ่น เปิดเผยว่ายุทธศาสาตร์การดำเนินธุรกิจของบริษัทแม่ที่ญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับการขยายสาขา ซูรูฮะ(TSURUHA) ในต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยในปีที่ผ่านมาได้ร่วมทุนกับเครือสหพัฒน์เพื่อขยายสาขาในประเทศไทย เนื่องจากเชื่อมั่นในศักยภาพของไทย ที่มีการเติบโตทั้งด้านจำนวนประชากรและเศรษฐกิจ

นอกจากนี้ยังต้องการใช้ไทยเป็นศูนย์กลาง(ฮับ) เพื่อขยายธุรกิจไปในภูมิภาคอาเซียน โดยประเทศที่สนใจเข้าไปลงทุน ประกอบด้วย พม่า กัมพูชา เวียดนาม มาเลเซีย และอินโดนีเซีย สำหรับรูปแบบการขยายธุรกิจมีหลากหลายทั้งการใช้คอนเนคชั่นของเครือสหพัฒน์เพื่อเข้าไปลงทุนในภูมิภาคนี้, การร่วมลงทุน และการควบรวมกิจการ เป็นต้น

บริษัทแม่ที่ญี่ปุ่นตั้งเป้าจะขยายสาขาให้ครบ 2 หมื่นแห่งทั่วโลก แต่ไม่ได้กำหนดเวลาชัดเจนว่าเป็นเมื่อไร และเลือกขยายสาขามาไทยเป็นประเทศแรกในปีที่ผ่านมา เพราะเชื่อมั่นในเศรษฐกิจของไทยและความแข็งแรง ด้านการเป็นแหล่งทรัพยากร บุคลากรที่มีความสามารถ และระบบซัพพลายเชนที่ดี ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญในธุรกิจร้านค้าปลีก

“การตัดสินใจเลือกสหพัฒน์เป็นพาร์ทเนอร์ เพราะเชื่อมั่นในความสามารถและคอนเนคชั่น ที่จะสนับสนุนการขยายสาขาซูรูฮะให้เป็นไปตามเป้าหมายรุกขยายสาขาในต่างประเทศ” ทาเคเสะ กล่าว

สำหรับนโยบายการบุกตลาดอาเซียน จะดำเนินการหลังสร้างธุรกิจในไทยให้แข็งแกร่งก่อน ตามแผนที่วางไว้จะการขยายสาขาให้ได้ 100 สาขา ในอีก 2-3 ปีข้างหน้า จากปัจจุบันมีอยู่ 6 สาขา ในกรุงเทพฯ 4 สาขา ได้แก่ สาขาเกตเวย์ เอกมัย,ซีคอนสแควร์ สาขาศรีนครินทร์และบางแค,อาคารมิดทาวน์-อโศก และต่างจังหวัด 2 สาขา ที่นิคมสหพัฒน์ศรีราชา และเจพาร์ค ศรีราชา โดยเตรียมเปิดสาขาที่คอมมูนิตี้มอลล์พรอมเมนาดา เชียงใหม่ ในวันที่ 12 ก.ค.นี้ คาดว่าในเดือน เม.ย.2557 จะขยายสาขาให้ครบ 25 สาขา

น.ส.เบญจมาศ ต้องประสิทธิ์ กรรมการบริหาร บริษัท ซูรูฮะ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่าตลาดค้าปลีกดรักสโตร์ในไทยมีมูลค่าประมาณ 14,000-15,000 ล้านบาท เติบโตทุกปีๆละ 10-15% ตามเทรนด์การดูแลสุขภาพ
โดยสัดส่วนสินค้าในร้าน แบ่งเป็นสินค้านำเข้า จากญี่ปุ่น เกาหลี ยุโรป และอื่นๆ 30% และสินค้าในประเทศ 70% รวมกว่า 10,000 รายการ

“การลงทุนกับซูรูอะ นับเป็นการต่อยอดทางธุรกิจร่วมกัน โดยซูรูฮะ ได้นำสินค้าของเครือสหพัฒน์ อาทิ มาม่า ขนบขบเคี้ยว และสินค้าในเครือหลายรายการ ไปวางจำหน่ายในร้านที่ญี่ปุ่น ปัจจุบันมีอยู่กว่า 1,079 สาขา ขณะที่สินค้าของทางซูรูฮะ ได้นำมาจัดจำหน่ายผ่านช่องทางของเครือสหพัฒน์เช่นเดียวกัน ส่วนการขยายสาขาไปในอาเซียนนั้น จะเริ่มเห็นภาพในอีก 2-3ปีข้างหน้า” น.ส.เบญจมาศ กล่าว

สำหรับสาขาล่าสุดที่คอมมูนิตี้มอลล์ เจ-พาร์ค ศรีราชา พื้นที่ 1,000 ตร.ม. ใช้งบประมาณกว่า 20 ล้าน จัดทำเป็น “สาขาต้นแบบ” โดยจำลองต้นแบบจากญี่ปุ่น ทั้งเรื่องขนาดรวมถึงการบริการ ภายใต้คอนเซ็ปต์ One Stop Shopping นอกจากสินค้าใน หมวดยา อาหารเสริม เครื่องสำอาง ของใช้ส่วนตัว อุปกรณ์ทำความสะอาดเหมือนสาขาอื่นๆ แล้ว ยังได้เพิ่มมุมตรวจสุขภาพเบื้องต้น มุมตรวจสภาพผิวและให้คำปรึกษาด้านความงาม สินค้าหมวดอุปกรณ์การแพทย์ อุปกรณ์สำหรับดูแลผู้สูงอายุ ฯลฯ เพื่อรองรับไลฟ์สไตล์ลูกค้าทุกเพศทุกวัย โดยกลุ่มเป้าหมายหลัก คือลูกค้าทั้งไทยและญี่ปุ่นที่อาศัยอยู่ในพื้นที่โดยรอบ

ปรับ “108 ช็อป” เป็น “ลอว์สัน” สหพัฒน์ชิมลางคอมมูนิตี้มอลล์ บาทผันผวนชะลอลงทุน ตปท.

สหพัฒน์จับ 108 ช็อปแปลงโฉมเป็นลอว์สัน 108 หลังร่วมทุนกับญี่ปุ่น ลั่นทำให้ได้ 50 สาขาภายในสิ้นปี ชูจุดขายอาหารสไตล์ญี่ปุ่นจับกลุ่มคนรุ่นใหม่ เผยชะลอลงทุนต่างประเทศเหตุค่าเงินผันผวน พร้อมผุดคอมมูนิตี้มอลล์ เจ พาร์ค ย่านศรีราชา

นายเวทิต โชควัฒนา กรรมการ บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงความคืบหน้าของร้านสะดวกซื้อลอว์สัน 108 หลังจากร่วมลงทุนกับบริษัท ลอว์สัน อิงค์ ประเทศญี่ปุ่น ว่าขณะนี้อยู่ระหว่างการปรับเปลี่ยนรูปแบบร้าน 108 ช็อปเดิมที่มีอยู่ ให้เป็นร้านลอว์สัน 108 ตั้งเป้าปรับเปลี่ยนให้ได้ 50 สาขาภายในสิ้นปีนี้ แบ่งเป็นสาขาเปิดใหม่ประมาณ 20 สาขา และสาขาที่ปรับเปลี่ยนจาก 108 ช็อป อีกประมาณ 30 สาขา ซึ่งจะพิจารณาจาก 108 ช็อปสาขาที่มีศักยภาพโดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพฯ พื้นที่อย่างน้อย 100 ตร.ม. หลังจากช่วงที่ผ่านมาได้เปิดให้บริการร้านลอว์สัน 108 ไปแล้ว 3 สาขา

นายเวทิตกล่าวว่า ปัจจุบันมีร้าน 108 ช็อป อยู่ 600 สาขาทั่วประเทศ แบ่งเป็นสาขาที่บริษัทลงทุนเอง 300 สาขา และสาขาร้านแฟรนไชส์ 300 สาขา โดยสาขาที่ลงทุนเอง 300 สาขานั้น จะพิจารณาปรับให้เป็นร้านลอว์สัน เน้นจับกลุ่มลูกค้าที่เป็นคนรุ่นใหม่อาศัยกลยุทธ์การสร้างความแตกต่างจากคู่แข่ง โดยนำสินค้าประเภทอาหาร หรือลอว์สัน ออริจินัล โปรดักท์ ซึ่งเป็นสินค้าที่มีจำหน่ายเฉพาะร้านลอว์สัน 108 เท่านั้น ขณะเดียวกันจะคัดเลือกสินค้าในเครือสหพัฒน์ที่ไม่มีศักยภาพในช่องทางดังกล่าวที่มีอยู่ประมาณ 500 เอสเคยู เข้าไปเสริมด้วย ขณะที่สัดส่วนสินค้ายังคงให้ความสำคัญกับสินค้าบริโภค หรืออาหาร 70% ส่วนที่เหลืออีก 30% เป็นสินค้าอุปโภคหรือของใช้ที่ผลิตในประเทศไทย โดยสินค้าในกลุ่มอาหารจะทำการปรับปรุงรสชาติจากอาหารสไตล์ญี่ปุ่นมาเป็นรสชาติจัดจ้านเพื่อให้เหมาะกับคนไทย

นายบุณยสิทธิ์โชควัฒนา ประธานเครือสหพัฒน์ กล่าวว่า ปีนี้เครือสหพัฒน์มีแผนที่จะชะลอการลงทุนโครงการในต่างประเทศออกไปก่อน เพราะสถานการณ์ค่าเงินยังมีความผันผวน แต่การลงทุนนิคมอุตสาหกรรมที่เมียนมาร์ ยังเดินหน้าต่อไป ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการหาที่ดินอยู่ แต่เนื่องจากกฎหมายของประเทศเมียนมาร์ไม่แน่นอน จึงยังไม่มีความคืบหน้า

นายบุณยสิทธิ์กล่าวว่า ส่วนในประเทศจะมีการลงทุนโครงการคอมมูนิตี้มอลล์ ภายใต้ชื่อ “เจ พาร์ค ช็อปปิ้งมอลล์” ซึ่งจะดำเนินการบริหารโดย บริษัท สหพัฒนาอินเตอร์โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) ใช้งบลงทุนประมาณ 300 ล้านบาท แบ่งเป็น 2 เฟส บนเนื้อที่ 22 ไร่ ซึ่งติดสวนเสือศรีราชา เฟสแรกจะใช้พื้นที่ 10 ไร่ พัฒนาเป็นคอมมูนิตี้มอลล์ สไตล์ญี่ปุ่น เปิดตัวอย่างเป็นทางการในปลายปีนี้ ส่วนเฟส 2 จะพัฒนาเป็นคอนโดมิเนียม ในรูปแบบเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ นอกจากนี้ ยังมีที่ดินบริษัทนิคมอุตสาหกรรมจังหวัดลำพูนอีก 1,000 ไร่ ซึ่งยังมีพื้นที่เหลือสำหรับการพัฒนาเป็นคอมมูนิตี้มอลล์ต่อไปในอนาคตด้วย แต่จะรอดูความสำเร็จโครงการแรกก่อน เพราะสหพัฒน์ยังไม่ชำนาญในธุรกิจนี้

สหพัฒน์เร่งสปีดลอว์สัน 108

สหพัฒน์  รุกคืบค้าปลีกไซซ์เล็ก  เดินหน้าขยายสาขาลอว์สัน 108 ต่อเนื่อง หลังชิมราง 3 เดือนกระแสตอบรับดีเกินคาด  ตั้งเป้าเปิดครบ 50 สาขาในสิ้นปี  เผยเตรียมเพิ่มสัดส่วนอาหารให้ได้ 70% หวังเบียดแชร์คู่แข่ง  ขณะที่ “มาม่า” วืดเป้า ยอดขายโตแค่ 10% เหตุจากกำลังซื้อหด

นายเวทิต โชควัฒนา กรรมการ บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ความคืบหน้าการรีโนเวตร้านลอว์สัน 108 ภายหลังการร่วมมือกับลอว์สันตั้งบริษัทใหม่ “สหลอว์สัน” ว่า ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมาบริษัทได้รีโนเวตร้าน 108 ช็อป ให้เป็น ลอว์สัน 108 ไปแล้วทั้งสิ้น 8 สาขา และได้รับผลตอบรับที่ดีจากผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง โดยแผนการดำเนินงานนับจากนี้คือการมุ่งขยายสาขาของลอว์สัน 108 ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบของการรีโนเวต และการสร้างใหม่ให้ครบ 50  สาขาในสิ้นปี ผ่านการลงทุนสำหรับการรีโนเวตอยู่ที่ 2 ล้านบาทต่อสาขา และสำหรับการเปิดสาขาใหม่ที่มีขนาด 100 ตร.ม.ขึ้นไป 5 ล้านบาทต่อสาขา โดยวางเป้าหมายการขยายสาขาให้ครบ 200 สาขาในปี 2557
“ลอว์สัน 108 ทั้ง 50 สาขาจะอยู่ในกรุงเทพฯทั้งหมด โดยเริ่มจากชานเมืองเข้าหาในเมืองเพื่อเป็นการศึกษาทำเลและศักยภาพของพื้นที่นั้นๆ ถึงแม้การแข่งขันจะสูงขึ้นในปัจจุบันแต่มองว่าไร้ปัญหาเรื่องโลเกชันอย่างแน่นอน เนื่องจากหากเทียบอัตราประชากรต่อพื้นที่สำหรับคอนวีเนียนสโตร์ในประเทศไทยยังน้อยเมื่อเทียบกับญี่ปุ่นและเกาหลีใต้”
ทั้งนี้สำหรับการปรับปรุงร้าน 108 ช็อปส่วนที่เหลือภายใต้การลงทุนของบริษัทอีกกว่า 300 สาขานั้น เบื้องต้นบริษัทจะดูศักยภาพของทำเลที่ตั้งของ 108 ช็อปในสาขานั้นๆหากมีความเหมาะสมและสามารถสร้างการเติบได้ จึงจะทยอยปรับให้เป็นลอว์สัน 108 อย่างไรก็ตามศักยภาพของ 108 ช็อปสาขาไหนยังไม่เพียงพอบริษัทก็จะทำตลาดภายใต้แบรนด์ 108 ช็อปต่อไป
“โมเดลการทำตลาดสำหรับบริษัทประกอบไปด้วย 2 โมเดลหลักคือ ร้านคอนวีเนียนสโตร์ภายใต้แบรนด์ ลอว์สัน 108 และ 108 ช็อป โดยในอนาคตจะมีรูปแบบของโมเดลในเมืองและชานเมืองเข้ามาทำตลาดร่วมด้วย ซึ่งจะแตกต่างจากลอว์สัน ญี่ปุ่น ที่มี 3 โมเดลหลักในการทำตลาดคือ 1. ลอว์สัน 100 เยน (สีเขียว) 2.ลอว์สัน เนอเชอรัล (สีขาว) ขายสินค้าสำหรับผู้หญิง 3.ลอว์สัน (สีฟ้า) ที่มีโมเดลแตกต่างกันออกไปตามพื้นที่ ซึ่งรูปแบบการทำตลาดสำหรับไทยและญี่ปุ่นนั้นมีความเป็นไปได้ทั้งแตกต่างกันและรูปแบบเดียวกันขึ้นอยู่ที่ความต้องการของตลาด”
ขณะที่จุดแข็งของการทำตลาดสำหรับลอว์สัน 108 นับจากนี้คือการบริหารจัดการความเหมาะสมของสินค้าภายในร้าน โดยจะเน้นการสัดส่วนอาหารภายในร้าน 70% ใกล้เคียงกับกลุ่มร้านสะดวกซื้อที่อื่น แต่ที่แตกต่างคือบริษัทจะพยายามปรับสัดส่วนอาหารพร้อมทาน (รีดดี้ ทู อีด) เข้าไปในร้านมากกว่าปกติเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค
“รูปแบบการดำเนินงานของลอว์สัน 108 ขณะนี้อยู่ระหว่างการปรับเปลี่ยนสินค้าภายในร้าน พร้อมๆกับการพัฒนาคุณภาพภายใน เพื่อรองรับการแข่งขันที่สูงในตลาดปัจจุบัน โดยในช่วง 2 ปีแรก การขยายสาขาจะเป็นรูปแบบการลงทุนเองของบริษัทก่อน หลังจากนั้นเมื่อแบรนด์มีความแข็งแกร่งมากขึ้นจึงจะมีการขยายสาขาในรูปแบบแฟรนไชส์ต่อไป”
นายเวทิต  กล่าวอีกว่า สำหรับภาพรวมตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมามีอัตราการเติบโตโดยรวม 10% ซึ่งหากเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา พบว่ามีการเติบโตของตลาดที่ดีกว่าเนื่องจากมีปรากฏการณ์น้ำท่วมเข้ามาเกี่ยวข้อง ขณะที่ภาพรวมการเติบโตของมาม่าในครึ่งปีแรกมีอัตราการเติบโต 10% ลดลงจากเป้าที่คาดการณ์ไว้ที่15 % ทั้งนี้เป็นผลมาจากกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ลดลงอย่างเห็นได้ชัด
“เราหวังว่าในครึ่งปีแรกสำหรับมาม่าจะสามารถสร้างการเติบโตได้มากกว่านี้ แต่สืบเนื่องจากกำลังซื้อของผู้บริโภคไม่ค่อยดีนัก ประกอบกับปัจจัยลบหลายอย่างที่เข้ามาทำให้การเติบโตสำหรับมาม่าลดลงเล็กน้อย”
ขณะที่แนวโน้มการเติบโตของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปในปัจจุบัน พบว่าบรรจุภัณฑ์ที่ได้รับความนิยมและมีอัตราการเติบโตที่สูงอย่างต่อเนื่อง คือแบบถ้วย (คัพ) ที่บริษัทสามารถสร้างการเติบโตได้ถึง 30% ขณะที่แบบซอง มีอัตราการเติบโตไม่ถึง 5%ทั้งนี้เป็นผลมาจากไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปนิยมความสะดวก สบาย และรวดเร็วมากยิ่งขึ้น
ด้านภาพรวมในช่วงครึ่งปีหลัง มองว่าการเติบโตจะยังคงที่ใกล้เคียงกับช่วงครึ่งปีแรกที่ 10% ซึ่งบริษัทมีแผนในการเปิดตัวสินค้ามาม่ารสชาติใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในรูปแบบถ้วย ที่กำลังเป็นที่นิยมของตลาด ควบคู่กับการดำเนินกิจกรรมทางการตลาดอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตามสำหรับภาพรวมตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปตลอดทั้งปีมองว่าจะเติบโตที่ 10% จากมูลค่าตลาดรวม 1.2 หมื่นล้านบาทโดยมาม่าครองส่วนแบ่งทางการตลาดเป็นอันดับ 1 กว่า 50%  แบ่งเป็นตลาดแบบถ้วย 20% และแบบซอง 80% โดยในส่วนของมาม่าเอง มีสัดส่วนแบบถ้วยในท้องตลาด 25% ซึ่งในอนาคตมองว่าสัดส่วนการทำตลาดรูปแบบถ้วย และแบบซองของมาม่าจะใกล้เคียงกันที่ 50:50

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 33 ฉบับที่ 2,854 วันที่  20 – 22  มิถุนายน พ.ศ. 2556

ปรับ “108 ช็อป” เป็น “ลอว์สัน” สหพัฒน์ชิมลางคอมมูนิตี้มอลล์ บาทผันผวนชะลอลงทุน ตปท.

ประชาชาติธุรกิจออนไลน์ 19 มิ.ย. 2556

สหพัฒน์จับ 108 ช็อปแปลงโฉมเป็นลอว์สัน 108 หลังร่วมทุนกับญี่ปุ่น ลั่นทำให้ได้ 50 สาขาภายในสิ้นปี ชูจุดขายอาหารสไตล์ญี่ปุ่นจับกลุ่มคนรุ่นใหม่ เผยชะลอลงทุนต่างประเทศเหตุค่าเงินผันผวน พร้อมผุดคอมมูนิตี้มอลล์ เจ พาร์ค ย่านศรีราชา

นายเวทิต โชควัฒนา กรรมการ บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงความคืบหน้าของร้านสะดวกซื้อลอว์สัน 108 หลังจากร่วมลงทุนกับบริษัท ลอว์สัน อิงค์ ประเทศญี่ปุ่น ว่าขณะนี้อยู่ระหว่างการปรับเปลี่ยนรูปแบบร้าน 108 ช็อปเดิมที่มีอยู่ ให้เป็นร้านลอว์สัน 108 ตั้งเป้าปรับเปลี่ยนให้ได้ 50 สาขาภายในสิ้นปีนี้ แบ่งเป็นสาขาเปิดใหม่ประมาณ 20 สาขา และสาขาที่ปรับเปลี่ยนจาก 108 ช็อป อีกประมาณ 30 สาขา ซึ่งจะพิจารณาจาก 108 ช็อปสาขาที่มีศักยภาพโดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพฯ พื้นที่อย่างน้อย 100 ตร.ม. หลังจากช่วงที่ผ่านมาได้เปิดให้บริการร้านลอว์สัน 108 ไปแล้ว 3 สาขา

นายเวทิตกล่าวว่า ปัจจุบันมีร้าน 108 ช็อป อยู่ 600 สาขาทั่วประเทศ แบ่งเป็นสาขาที่บริษัทลงทุนเอง 300 สาขา และสาขาร้านแฟรนไชส์ 300 สาขา โดยสาขาที่ลงทุนเอง 300 สาขานั้น จะพิจารณาปรับให้เป็นร้านลอว์สัน เน้นจับกลุ่มลูกค้าที่เป็นคนรุ่นใหม่อาศัยกลยุทธ์การสร้างความแตกต่างจากคู่แข่ง โดยนำสินค้าประเภทอาหาร หรือลอว์สัน ออริจินัล โปรดักท์ ซึ่งเป็นสินค้าที่มีจำหน่ายเฉพาะร้านลอว์สัน 108 เท่านั้น ขณะเดียวกันจะคัดเลือกสินค้าในเครือสหพัฒน์ที่ไม่มีศักยภาพในช่องทางดังกล่าวที่มีอยู่ประมาณ 500 เอสเคยู เข้าไปเสริมด้วย ขณะที่สัดส่วนสินค้ายังคงให้ความสำคัญกับสินค้าบริโภค หรืออาหาร 70% ส่วนที่เหลืออีก 30% เป็นสินค้าอุปโภคหรือของใช้ที่ผลิตในประเทศไทย โดยสินค้าในกลุ่มอาหารจะทำการปรับปรุงรสชาติจากอาหารสไตล์ญี่ปุ่นมาเป็นรสชาติจัดจ้านเพื่อให้เหมาะกับคนไทย

นายบุณยสิทธิ์โชควัฒนา ประธานเครือสหพัฒน์ กล่าวว่า ปีนี้เครือสหพัฒน์มีแผนที่จะชะลอการลงทุนโครงการในต่างประเทศออกไปก่อน เพราะสถานการณ์ค่าเงินยังมีความผันผวน แต่การลงทุนนิคมอุตสาหกรรมที่เมียนมาร์ ยังเดินหน้าต่อไป ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการหาที่ดินอยู่ แต่เนื่องจากกฎหมายของประเทศเมียนมาร์ไม่แน่นอน จึงยังไม่มีความคืบหน้า

นายบุณยสิทธิ์กล่าวว่า ส่วนในประเทศจะมีการลงทุนโครงการคอมมูนิตี้มอลล์ ภายใต้ชื่อ “เจ พาร์ค ช็อปปิ้งมอลล์” ซึ่งจะดำเนินการบริหารโดย บริษัท สหพัฒนาอินเตอร์โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) ใช้งบลงทุนประมาณ 300 ล้านบาท แบ่งเป็น 2 เฟส บนเนื้อที่ 22 ไร่ ซึ่งติดสวนเสือศรีราชา เฟสแรกจะใช้พื้นที่ 10 ไร่ พัฒนาเป็นคอมมูนิตี้มอลล์ สไตล์ญี่ปุ่น เปิดตัวอย่างเป็นทางการในปลายปีนี้ ส่วนเฟส 2 จะพัฒนาเป็นคอนโดมิเนียม ในรูปแบบเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ นอกจากนี้ ยังมีที่ดินบริษัทนิคมอุตสาหกรรมจังหวัดลำพูนอีก 1,000 ไร่ ซึ่งยังมีพื้นที่เหลือสำหรับการพัฒนาเป็นคอมมูนิตี้มอลล์ต่อไปในอนาคตด้วย แต่จะรอดูความสำเร็จโครงการแรกก่อน เพราะสหพัฒน์ยังไม่ชำนาญในธุรกิจนี้

สหพัฒน์เปิดเกมรุก ดัน “ค้าปลีก” ยกแผง

Manager online : 3-05-13

มีความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจ เมื่อ 3 ธุรกิจยักษ์ใหญ่ บริษัท ซูมิโตโม คอร์ปอเรชั่น กรุ๊ป จำกัด บริษัท ไอ.ซี.ซี.อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ในเครือสหพัฒน์ และบริษัท สรรพสินค้าเซ็นทรัล จำกัด ประกาศจับมือกันจัดตั้งบริษัท ช้อป โกลบอล (ประเทศไทย) เพื่อเปิดตัวสถานี SHOP CH. (ช้อป ชาแนล)  ซึ่งจะเป็นสถานีขายสินค้าผ่านช่องทางทีวีดาวเทียมตลอด 24 ชั่วโมง โดยจะมีการแถลงรายละเอียดที่มาที่ไป รูปแบบความมร่วมมือและกลยุทธ์การรุกตลาดค้าปลีกครั้งสำคัญในวันที่ 5 มีนาคมนี้
เพราะถ้าเอ่ยชื่อ “ซูมิโตโม คอร์ปอเรชั่นกรุ๊ป” ในฐานะผู้ดำเนินธุรกิจนำเข้าส่งออกและการลงทุนทั่วโลก คร่ำหวอดอยู่ในธุรกิจ 5 กลุ่มใหญ่ คือ อุตสาหกรรมโลหะ, การขนส่งและระบบงานก่อสร้าง, หน่วยธุรกิจด้านสาธารณูปโภคพื้นฐานและเครื่องจักร, เคมี ทรัพยากรธรณีและพลังงาน และสินค้าอุปโภคบริโภคและการบริการ นอกจากนี้ ยังดำเนินธุรกิจในการกระจายการลงทุน เพื่อพัฒนาศักยภาพในธุรกิจด้านต่าง ๆ และในวงการทีวีถือเป็นบริษัทผู้ผลิตรายการทีวีชอปปิ้งอันดับ 1 ของประเทศญี่ปุ่น
ซูมิโตโม คอร์ปอเรชั่นกรุ๊ป เองขยายธุรกิจเข้ามาในไทยผ่านบริษัท ซูมิโตโม คอร์ปอเรชั่น ไทยแลนด์ จำกัด (เอสซีทีแอล) ตั้งแต่ปี 2503 มีเครือข่ายกว้างขวางทั้งในไทยและต่างประเทศ ขณะที่สหพัฒน์พยายามปรับโครงสร้างธุรกิจ เพื่อรุกธุรกิจค้าปลีกอย่างจริงจังตลอดสองสามปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะการร่วมกับ “ลอว์สันเจแปนอิงค์” ผู้บริหารร้านสะดวกซื้อจากญี่ปุ่น  ตั้งบริษัท สหลอว์สัน และวางแผนปรับโฉมร้านสะดวกซื้อ 108 Shop ประมาณ 265 สาขาทั่วประเทศ จากทั้งหมด600 สาขา ซึ่งคัดเลือกจากทำเลที่ตั้ง ขนาด และจำนวนกลุ่มเป้าหมายในพื้นที่ต่อวัน  ใช้ชื่อใหม่ว่า “ลอว์สัน108” หรือ “Lawson 108”
ทั้งนี้ “ลอว์สัน 108” จะใช้สีฟ้าแบบญี่ปุ่นทั้งหมดและคัดเลือกสินค้าจากซัปพลายเออร์ที่หลากหลาย ไม่ใช่เฉพาะสินค้าในเครือสหพัฒน์ บวกกับสินค้าส่วนหนึ่งจากญี่ปุ่น และขยายฐานจับกลุ่มลูกค้าระดับกลางถึงบน จากเดิมที่ “108ช็อป” เน้นกลุ่มชาวบ้านในชุมชนทั่วไป
สำหรับ “ลอว์สัน” เป็นเครือข่ายร้านสะดวกซื้อของญี่ปุ่น ถือว่าใหญ่เป็นอันดับ 2 ของญี่ปุ่น รองจาก “เซเว่น อีเลฟเว่น”  เดิมเป็นเครือข่ายร้านสะดวกซื้อจากรัฐโอไฮโอ สหรัฐอเมริกา ก่อตั้งโดยนาย เจ. เจ. ลอว์สัน ในปี ค.ศ. 1939  จนกระทั่งขายกิจการและเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น “แดรี มาร์ท” ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1985 แต่ในประเทศญี่ปุ่น ลอว์สันเป็นกิจการร่วมทุนระหว่างลอว์สัน อิงค์ กับไดเอะอิ เครือข่ายซูเปอร์มาร์เก็ตจากเมืองโคเบะ ก่อตั้งในปี ค.ศ. 1975
ปัจจุบันลอว์สัน เจแปน อิงค์ ถือหุ้นทั้งหมดโดยไดเอะอิ ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของมิตซูบิชิ ดำเนินกิจการร้านสะดวกซื้อในญี่ปุ่น ต้าเหลียน เซี่ยงไฮ้ และฉงชิ่ง ในประเทศจีน จาการ์ตา ในประเทศอินโดนีเซีย ฮาวายในสหรัฐอเมริกา และประเทศล่าสุด คือ ไทย
ไม่ใช่แค่การจับมือกับซูมิโตโม่และลอว์สัน เจแปน อิงค์ แต่เครือสหพัฒน์ยังเดินหน้าขยายร้าน “ซูฮูระ” ค้าปลีกดรักสโตร์ที่ร่วมทุนกับญี่ปุ่นเมื่อปี 2555 ล่าสุดเปิดแล้ว 5 สาขาที่เกตเวย์ เอกมัย  ซีคอนสแควร์ บางแค  สุขุมวิท 39ซีคอนสแควร์ ศรีนครินทร์ และศรีราชา
ตามแผน บริษัท ซูฮูระ(ประเทศไทย) เดินหน้าขยายอีก 20-30 สาขา งบลงทุนรวมกว่า  300 ล้านบาท โดยขณะนี้ยังเน้นขยายในกรุงเทพฯ กระจายไปยังศูนย์การค้าและเขตชุมชน พื้นที่เฉลี่ย 200-300 ตารางเมตรต่อสาขา ก่อนขยายสาขาไปยังต่างจังหวัดมากขึ้น โดยเฉพาะในจังหวัดชลบุรี ซึ่งเครือสหพัฒน์มีนิคมอุตสาหกรรมอยู่ในพื้นที่
รูปแบบของ “ร้านซูรูฮะ” มีจุดขายใกล้เคียงกับร้านบู๊ทส์และวัตสัน เน้นกลุ่มสินค้าเพื่อสุขภาพและความงาม โดยแบ่งสัดส่วนเป็นกลุ่มยา 30% เครื่องสำอาง 30% สินค้าอุปโภค 30% และสินค้าบริโภค 10% แต่สหพัฒน์พยายามสร้างความแตกต่างจากร้านค้าปลีกเพื่อสุขภาพและความงามทั่วไป คือความหลากหลายของสินค้าที่มีกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคภายในบ้านใกล้เคียงกับซูเปอร์มาร์เก็ต แต่ไม่มีของสดจำหน่าย และเพิ่มสินค้าสไตล์ญี่ปุ่น ทั้งที่ผลิตในประเทศไทยและนำเข้าจากญี่ปุ่น
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวส่งผลให้บริษัท บู๊ทส์ รีเทล (ประเทศไทย) ผู้ผลิตและเจ้าของเครือข่ายร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและความงาม ต้องลุกขึ้นมาปรับภาพลักษณ์ใหม่ในรอบ 15 ปี
จะว่าไปแล้ว โดยตัวบริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) มีเครือข่ายการจัดจำหน่ายครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศ กระจายสินค้าอุปโภคบริโภคที่มีมากกว่า 30,000 รายการจากศูนย์กระจายสินค้าใหญ่ที่ชลบุรีไปยังช่องทางการขายกว่า 72,570 ช่องทางทั่วประเทศ แบ่งเป็นร้านค้าปลีกค้าส่งแบบดั้งเดิมหรือโชวห่วย 65,650 ร้านค้า และกลุ่มโมเดิร์นเทรด ซูเปอร์สโตร์ ซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านสะดวกซื้อ และช่องทางพิเศษอีก 6,920 ร้านค้า
แต่ในฐานะผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภครายใหญ่ มีบริษัทในเครือ 200 กว่าบริษัท ผลิตสินค้าหลากหลายประเภทมากกว่า 1,000 แบรนด์ ได้แก่ กลุ่มเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์สำหรับห้องน้ำ กลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าและไอที กลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม กลุ่มผลิตภัณฑ์สำหรับเท้า  กลุ่มเสื้อผ้าและเครื่องแต่งกาย กลุ่มผลิตภัณฑ์สำหรับครัวเรือน และกลุ่มเครื่องหนัง
การผลักดันธุรกิจค้าปลีก ทั้งร้านลอว์สัน108, 108ช็อป, ซูฮูระ และการขยายช่องทางทีวีชอปปิ้ง จึงถือเป็นเกมรุกครั้งใหม่ การสร้างช่องทางขายของตัวเอง เปลี่ยนจากการเป็น “ผู้ฝากขาย” เป็น “เจ้าของหน้าร้าน” สามารถตัดต้นทุนการวางสินค้า ค่าธรรมเนียมต่างๆ มูลค่ามหาศาลและยังหมายถึงการขยายฐานรายได้เข้าสู่ธุรกิจปลายน้ำที่มีสัดส่วนกำไรมากกว่าเดิมหลายเท่า

กลุ่มธุรกิจในเครือสหพัฒน์

จำนวนบริษัทในเครือ

โลจิสติกส์และการจัดจำหน่ายสินค้า

9

เครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์สำหรับห้องน้ำ

15

เครื่องใช้ไฟฟ้าและไอที

4

อาหารและเครื่องดื่ม

11

ผลิตภัณฑ์สำหรับเท้า (FOOTWEAR)

47

เสื้อผ้าและเครื่องแต่งกาย

14

ผลิตภัณฑ์สำหรับครัวเรือน

5

เครื่องหนัง

7

บริการ (SERVICES)

22

สิ่งทอ (TEXTILES)

11

อื่นๆ (MISCELLANEOUS ITEMS)

4

สงคราม คอนวีเนียนสโตร์ บนสมรภูมิค้าปลีกแสนล้าน

สมรภูมิรบค้าปลีกแสนล.พ้นจากกลยุทธ์ซื้อดะของค้าปลีกไซส์ใหญ่”3 บิ๊กเนม”ค้าปลีกไซส์เล็ก จับมือแบ็กอัพระดับโลกต่อยอดความใหญ่ ด้วยแผนเหนือชั้น

นับตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาธุรกิจค้าปลีกขนาดเล็กขนาดใหญ่ล้วนมีความเคลื่อนไหวกันคึกคัก รายใหญ่ก็ต้องยกให้กลุ่มเซ็นทรัล ที่ซื้อกิจการห้างหรู “อิลลุม” (ILLUM) ที่ประเทศเดนมาร์ก ต่อยอดการซื้อห้างหรูลา รีนาเซนเต ในอิตาลี เป็นการเดินเกมส์เชิงรุกในการซื้อและควบรวมกิจการ (Mergers and Acquisitions – M&A) ขณะที่กลุ่มเดอะมอลล์กรุ๊ป ก็ลุย ดิ เอ็มโพเรียม 3 บนพื้นที่ 10 ไร่ใจกลางสุขุมวิท ติดสวนเบญจสิริ สยายอาณาเขตห้างหรูกินรวบกำลังซื้อผู้บริโภคไอโซ

ที่ฮือฮา!อีกครั้ง เห็นจะเป็นการตั้งที่ปรึกษาเพื่อขายกิจการห้างค้าปลีกสมัยใหม่ (Modern trade) สัญชาติฮอลแลนด์อย่าง “แม็คโคร” ที่สร้างรายได้ในประเทศไทยกว่า 1.14 แสนล้านบาทในปีที่ผ่านมา กระแสการซื้อขายกิจการของแม็คโครในประเทศไทย โชยกลิ่นตั้งแต่ปลายปี 2555 ที่ขณะนั้นแว่วว่า “เจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี” จอมเทคโอเวอร์เล็งฮุบกิจการดังกล่าว แม้ว่าจนถึงขณะนี้ผู้บริหารสยามแม็คโคร ยังคงปฏิเสธข่าว ก็ตาม

สถานการณ์ธุรกิจค้าปลีกที่เกิดขึ้น เรียกว่า แต่ละก้าวของ Big Player ในตลาด ห้าม!!กะพริบตา

ปรับยุทธศาสตร์ธุรกิจไม่แพ้ห้างค้าปลีกบิ๊กไซส์ ต้องยกให้เซ็กเมนท์ “ร้านสะดวกซื้อ” หรือ Convenience store : cvs ซึ่งปีนี้ถือเป็นการชักธงรบรอบใหม่ของ 3 ค่ายยักษ์ใหญ่ ทั้งบริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ที่มองข้ามช็อตด้วยการสยายปีก“เซเว่น อีเลฟเว่น” บุกแดนมังกร ,บริษัท สยามแฟมิลี่มาร์ท จำกัด ใต้ปีกกลุ่มเซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น หรือซีอาร์ซี ลุยโฉมใหม่ “ร้านแฟมิลี่มาร์ท” ฟากเครือสหพัฒน์ ก็จับมือกับลอว์สัน เจแปน อิงค์ ทุนค้าปลีกยักษ์ใหญ่เบอร์ 2 ในญี่ปุ่น เพื่อส่ง “LAWSON 108” แบ่งเค้กค้าปลีกไซส์เล็กอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 29 มี.ค.ที่ผ่านมา

“3 บิ๊กเนม” มีจุดแข็งเหมือนกันคือมี“เงินทุนมหาศาล” แต่ใครจะมีชั้นเชิงเหนือกว่ากัน คงต้องวัดกันที่ Speed ในการเข้าชิงพื้นที่ การแต่งองค์ทรงของเครื่องร้านสะดวกซื้อ และปรับกระบวนยุทธการตลาด ประลองสรรพกำลังกันเพื่อก้าวสู่เป้าหมายที่วางไว้

ค่ายใหญ่ที่เบิกฤกษ์เดิมเกมรุกร้านสะดวกซื้อเจ้าแรก ต้องยกให้กลุ่มซีอาร์ซี ที่มี “ทศ จิราธิวัฒน์” กรรมการผู้จัดการใหญ่ กุมบังเหียน หลังสร้างความสะเทือนให้วงการค้าปลีกไซส์มินิ ด้วยการกินรวบหุ้นบริษัท สยามแฟมิลี่มาร์ท จำกัด สัดส่วน 51% เป็นเสียงข้างมากและคุมอำนาจบริหาร พร้อมปรับโครงสร้างบริหาร ดันลูกหม้อ “ณัฐ วงศ์พานิช” นั่งเก้าประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ทำงานคู่ขนานกับทีมผู้บริหารชาวญี่ปุ่น ที่ดูแลด้านการเงินและด้านสินค้า หรือเมอร์เชนไดซ์ เป็นหลัก

ปลายเดือนก.พ.ที่ผ่านมา “ณัฐ” พร้อมทีมผู้บริหารไทย-ญี่ปุ่น ตั้งโต๊ะแถลงถึงทิศทางธุรกิจของแฟมิลี่มาร์ทในไทย แจงกลยุทธ์เด็ดที่จะงัดมาสู้เบอร์ 1 อย่าง เซเว่น อีเลฟเว่น รวมถึงแผนการตลาดที่จะรับมือคู่แข่งสำคัญอย่างเครือสหพัฒน์ ผู้เล่นหน้าเก่าที่สวมแบรนด์ใหม่ “ลอว์สัน 108″ นั่นจะทำให้การแข่งขันของคอนวีเนียนสโตร์ดุเดือดมากขึ้น!!
สอดคล้องกับการวิเคราะห์สถานการณ์ตลาดของ “ณัฐ” ที่บอกว่า “ปีนี้สนุก การแข่งขันของธุรกิจร้านสะดวกซื้อสูงมากพอสมควร ทุกค่ายเข้ามาทำตลาด และล้วนมีพาร์ทเนอร์รายใหญ่ที่มีศักยภาพมาเป็นแบ็กอัพ”

ณัฐยังบอกด้วยว่า กลยุทธ์การบริหารจัดการร้านที่ดี สินค้ามีคุณภาพ และความสะอาด จะช่วยจูงให้ลูกค้าเข้ามาใช้บริการได้มากกว่า กลยุทธ์ “ราคา” ที่อาจจะล่อใจผู้บริโภคได้บางส่วนเท่านั้น เพราะเชื่อว่าราคาสินค้าที่ต่างกันเพียงเล็กน้อย ไม่น่าจะเป็นประเด็นที่ชี้ขาดชัยชนะ

จุดแข็งของแฟมิลี่มาร์ท ที่“ซีอีโอณัฐ”ย้ำนั่นคือการอยู่ใต้อาณาจักรของเซ็นทรัล ที่มีธุรกิจหลายหน่วยธุรกิจ (BU) ไม่ว่าจะเป็นโรบินสัน มีบัตรเดอะวันการ์ด มีเซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล ฯลฯ ที่สามารถนำมาผสานพลัง (Synergy)ร่วมกันได้ ขณะที่แฟมิลี่มาร์ทก็มีจุดแข็งการแบรนด์ร้านสะดวกซื้อเบอร์ 2 ของญี่ปุ่น

ชื่อชั้นนั้น “ติดลมบน” เป็นที่รับรู้กันทั่วโลกไปแล้ว

เมื่อทั้ง 2 ผนึกความแข็งแกร่งร่วมกัน การทุ่มเงินปัดฝุ่นแบรนด์ ยกเครื่องภายในร้าน ก็จะช่วย “พลิกโฉม” แฟมิลี่มาร์ท ในประเทศไทย ปูทางสร้างยอดขาย ขยายสาขา และกำไรขึ้นแท่นเบอร์ 2 ในธุรกิจร้านสะดวกซื้อ นั่นคือ เป้าหมายที่เขาวาดหวัง

บันไดขั้นแรกภายในปี 2560 บริษัทต้องการขยายสาขาให้ครบ 3,000 แห่ง จาก 800 แห่ง และยังเป็นการผลักดันยอดขายให้ทะยานขึ้น 4-5 เท่าตัว หรือแตะ 6-7 หมื่นล้านบาท จากปี 2556 ที่คาดว่าจะปิดยอดขายที่ 1.5 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นการลุยธุรกิจที่ค่อนข้างอนุรักษนิยม ตอกย้ำคำพูดของ “ณัฐ” ที่ว่า…

“แม้ไม่มีคู่แข่งรายใหม่เข้ามา บริษัทก็จะทำธุรกิจในเชิงรุกอยู่แล้ว”

แต่การที่ เซเว่นอีเลฟเว่น ยึดครองพื้นที่ร้านสะดวกซื้อเป็นแบรนด์เบอร์ 1 อยู่ในขณะนี้ ทำให้เกิดคำถามตามมากับแฟมิลี่มาร์ทว่า ยังมีพื้นที่ว่างเหลือให้แบรนด์รองครองทำเลเปิดสาขาหรือไม่ เขาแจกแจงว่า แม้พื้นที่จะ “เต็ม” ถึงขั้นบางหัวมุมถนนมีร้านสะดวกซื้อ 4 สาขา แต่ใช่ว่าโอกาสและช่องว่างทางการตลาดจะ”ตีบตัน”

โดยแฟมิลี่มาร์ทจึงดึงโมเดลร้านจากประเทศญี่ปุ่น และไต้หวัน มาสร้าง “ฟอร์แมทใหม่” ให้กับแฟมิลี่มาร์ทในไทย ด้วยการแบ่งกลุ่มเป้าหมายและชุมชนออกเป็นคลัสเตอร์ เช่น แหล่งทำงานย่านออฟฟิศ และโรงเรียน เพื่อจัดวางสินค้าให้ “ตอบโจทย์” ความต้องการของผู้บริโภคในแต่ละพื้นที่ ภายใต้คอนเซ็ปต์ New Family Mart

“ปัจจุบันรูปแบบร้านของแฟมิลี่มาร์ทจะเป็น Standard และ Premium ขนาดตั้งแต่ 60-150 ตร.ม. ในอนาคตบริษัทจะพัฒนาร้านรูปแบบใหม่ๆ เป็นสโตร์คลัสเตอร์เหมือนในต่างประเทศ เช่น ญี่ปุ่น ภายในร้านแฟมิลี่มาร์ทจะมีร้านหนังสือคิโนะคูนิยะ และยังมีสินค้ามูจิ สูทซีเล็คเข้าไปจำหน่ายในร้าน ส่วนร้านแฟมิลี่มาร์ทในไต้หวันก็จะเปิดร่วมกับร้านซับเวย์ หรือมีร้านซึทาญ่าให้บริการ

“การจะนำแบรนด์หรือสินค้าใดเข้าไปให้บริการจะแตกต่างกันออกไปตามทำเลที่ตั้ง และพิจารณาจากกลุ่มเป้าหมายที่แบ่งออกเป็นคลัสเตอร์” เขาย้ำ ก่อนแบไต๋ว่าไตรมาส 3 ถึงจะได้ยลแฟมิลี่มาร์ทโฉมใหม่

ทุกโมเดลที่ณัฐบอกนั้น ดูเหมือนจะประยุกต์ใช้ได้ในประเทศไทย เพราะแบรนด์ร้านค้าที่จับคู่กันนั้น ล้วนเข้ามาเปิดช็อปในศูนย์การค้าของไทยแล้วทั้งสิ้น

“ทำเล” ที่ตั้งซึ่งถือเป็น “หัวใจ” หลักในการขยายสาขาร้านสะดวกซื้อ หลายพื้นที่แน่น แฟมิลี่มาร์ทจึงต้องยึด “ภาคใต้และตะวันตก” เป็นหัวหาดในเปิดสาขา ซึ่งเขามองว่าเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของแฟมิลี่มาร์ท รวมถึงพื้นที่ในต่างจังหวัดที่ยังมีช่องว่างให้เข้าเจาะตลาดได้อีกมาก เพราะดีมานด์ของผู้บริโภคมีสูง แต่สาขากลับไม่ตอบโจทย์ความต้องการลูกค้า เพราะปริมาณยังน้อยอยู่

ยิ่งคำนวณสัดส่วนสาขาต่อจำนวนประชากร พบว่า การขยายร้านสะดวกซื้อของไทยนั้นยึดประชากร 5,000 คนต่อ 1 สาขา เทียบกับไต้หวันประชากร 2,800-3,000 คนต่อ 1 สาขา ทั้งที่ไต้หวันเป็นประเทศขนาดเล็ก มีประชากรกว่า 23 ล้านคนเท่านั้น แต่กลับมีร้านสะดวกซื้อมากถึง 2 หมื่นสาขา

ดังนั้นไทยจึงมีโอกาสขยายร้านสะดวกซื้อได้อีกมาก เพราะแค่อิงปัจจัยด้านประชากรที่มีเกือบ 70 ล้านคน ก็เห็นขุมทองทางการตลาดมหาศาลแล้ว บิ๊กเนมอย่างเซ็นทรัล จึงสบช่องทุ่มเม็ดเงินลงทุนกว่า 1 หมื่นล้านบาท ติดสปีดเปิดสาขา การลงทุนพัฒนาระบบโลจิสติกส์ให้ครบเครื่อง เพื่อทะยานสู่เป้าหมายเบอร์ 2 ให้ได้ในเร็ววัน

อีกกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจร้านสะดวกซื้อครั้งนี้ คือการแปลงโฉมท็อปส์ เดลี่ ในเครือเซ็นทรัล ที่มีอยู่กว่า 200 สาขา ให้เป็นแฟมิลี่มาร์ท จะยิ่งเป็นตัวปั๊มจำนวนสาขาของแฟมิลี่มาร์ทให้เพิ่มขึ้นในอัตราก้าวกระโดด แต่แผนนี้ ซีอีโอณัฐ ยังไม่เคาะว่าจะเดินหน้าอย่างไร

นอกจากโฉมใหม่ที่จะดึงดูดผู้บริโภคแล้ว สินค้ายังถือเป็นหมัดเด็ดที่จะตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค ที่มีไลฟ์สไตล์ สะดวกซื้อ สะดวกกิน สะดวกใช้และสะดวกจ่ายมากขึ้น จึงต้องเพิ่มสัดส่วนสินค้าประเภทอาหารให้มีสัดส่วนมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นอาหารเซ็ทเบนโตะต่างๆ ยิ่งไปกว่านั้นคือการเพิ่มสินค้า Exclusive brand จำหน่ายเฉพาะในแฟมิลี่มาร์ท มาเสริมจุดแข็งให้แกร่งมากขึ้น เขายังวางเป้าหมายเพิ่มสินค้าดังกล่าวไว้ในสัดส่วน 20% จากที่มีอยู่ 10%

ส่วนกลยุทธ์การทำตลาด จากนี้ไปจะเห็นการเพิ่ม Strategy media ของแฟมิลี่มาร์ทให้เป็น Mass มากขึ้น โดยเทงบยกเครื่องการสื่อสารการตลาด อัดกิจกรรมทั้งภายในร้านและนอกร้านอย่างเข้มข้น เพื่อเข้าถึงลูกค้าในวงกว้าง

เหล้าเก่าในขวดใหม่ของธุรกิจร้านสะดวกซื้อ “LAWSON108” จากการผนึกทุนครั้งใหญ่ของเครือสหพัฒน์ กับลอว์สัน เจแปน อิงค์ ดึงแบรนด์ “ลอว์สัน” คอนวีเนียนสโตร์เบอร์ 2 ของญี่ปุ่นมาร่วมฟื้นร้านสะดวกซื้อของตระกูล “โชควัฒนา” ผู้ปลุกปั้น “108 ช็อป” หรือ 108 Shop หลังเป็นเสือซุ่มมาพักใหญ่ ก็ได้ฤกษ์คลอด “LAWSON108” สาขาแรกที่ด้านหน้าบริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) ให้ยลโฉมกันเมื่อวันที่ 29 มีนาคมที่ผ่านมา

สีของร้านและโลโก้จะเป็นโทนฟ้าขาว ยึดฟอร์แมทจากแดนอาทิตย์อุทัย ที่สำคัญสีดังกล่าวทำให้มองแล้วสบายตา และยังเป็นสีของเสื้อผ้าพนักงานร้าน ลบภาพร้านเดิมที่มีโทนสีส้มดูร้อนแรง แต่ จุดด้อย ของสาขาแรก กลับปิดโอกาสสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รับรู้ (Brand Awareness) แก่ผู้บริโภค ด้วยทัศนียภาพร้าน โลโก้ถูกบดบังจากต้นไม้ริมถนนที่แผ่กิ่งก้านสาขาค่อนข้างมาก

5 วันผ่านไป (ณ วันที่ 2 เม.ย.56) ดูเหมือนหน้าร้านจะยังไม่ลงตัว เพราะเต็มไปด้วยสินค้าตั้งตระหง่าน ด้านในร้านบริเวณด้านข้างเคาท์เตอร์แคชเชียร์ยังมีพื้นที่โล่งโปร่งให้เห็น แต่โดยรวมพื้นที่ในร้านสะอาดสะอ้าน และยังคงประดับประดาไปด้วยลูกโป่งและป้ายแสดงการตอบรับแบรนด์ใหม่ “WELLCOME LAWSON108”

ส่วนการจัดวางสินค้าก็เป็นระเบียบแยกเป็นหมวดหมู่ ที่สำคัญโลโก้แบรนด์ติดอยู่ที่ป้ายราคา ทั้งหมวดสินค้าพร้อมทาน อาหารทอด รวมทั้งข้าวปั้นสไตล์ญี่ปุ่น ถือเป็นไฮไลท์ใหม่ของร้านก็ว่าได้

ทั้งหมดสอดคล้องกับเสียงของแม่ทัพ บมจ.สหพัฒนบูล อย่าง “บุญชัย โชควัฒนา” ประธานกรรมการบริหาร ที่เคยเล่าว่า “รีแบรนด์” 108 Shop ใหม่ ให้เข้ากับการเกี่ยวก้อยตั้งบริษัทร่วมทุนระหว่างทั้ง 2 ค่าย คือ เครือสหพัฒน์ กับลอว์สัน พร้อมย้ำการใช้ชื่อแบรนด์ “Lawson108″ เพื่อยกแบรนด์ระดับโลกมาเติมเต็มแบรนด์ไทย

สำหรับการคืนชีพร้านสะดวกซื้อของสหพัฒน์มีเป้าหมายใหญ่ที่”บุญชัย” ประกาศท้าชนแฟมิลี่มาร์ท ชิงเก้าอี้ “เบอร์ 2″ ในตลาดคอนวีเนียนสโตร์ เรียกว่า น้ำหนักการแข่งขันที่รุนแรงจะตกมาอยู่ที่ 2 แบรนด์นี้

ในอดีต บริษัท ซันร้อยแปด จำกัด ซึ่งเป็นผู้บริหารร้าน 108 Shop เคยตั้งเป้าจะเปิดสาขาใหม่ปีละ 500 สาขา แต่ปัจจุบันการขยายสาขาต้องพิจารณาให้รอบคอบ ทำให้ปีที่ผ่านมาบริษัทต้องทบทวนแผนการลงทุนใหม่ รวมไปถึงการศึกษารูปแบบร้านที่เหมาะสมสำหรับ 108 Shop ในหลายโมเดล เพื่อเฟ้นหาตัวเลือกที่ดีที่สุดมาเป็นต้นแบบในการขยายสาขาในอนาคต

ที่ผ่านมาบริษัทเคยเคาะขนาดของร้าน 108 Shop ที่เหมาะสมที่ 60 ตร.ม. เป็นการหาช่องว่างในการเจาะตลาด และหาความแตกต่างจากคู่แข่งที่ส่วนใหญ่จะเน้นขนาดร้าน 70-80 ตร.ม. และขนาดใหญ่ไปจนถึง 100 ตร.ม.หลังร่วมกับพันธมิตรต่างชาติที่พรั่งพร้อมด้วยองค์ความรู้ (Know how) จะช่วยสะท้อนโมเดลใหม่ของร้านสะดวกซื้อของเครือสหพัฒน์ ให้ชัดขึ้นแน่นอน แต่จะสร้างแบรนด์แบ่งเค้กชิงทำเล ยอดขาย และกลุ่มเป้าหมายได้สำเร็จหรือไม่ ยังต้องจับตามอง เพราะต้องยอมรับว่าเครือสหพัฒน์ไม่ใช่หน้าใหม่ในธุรกิจร้านสะดวกซื้อ แต่คร่ำหวอดในวงการนี้กว่า 10 ปีแล้ว หากแต่ไม่ประสบความสำเร็จในสังเวียนค้าปลีกไซส์เล็กเท่าที่ควร

ฟากเบอร์ 1 อย่างเซเว่น อีเลฟเว่น ภายใต้การนำทัพของซีพีออลล์ ของตระกูลเจียรวนนท์ อีกหนึ่งหน่วยธุรกิจของเครือซี.พี. พี่เบิ้มในภาคธุรกิจของไทย ตั้งเป้าใหญ่ขยายสาขาร้านสะดวกซื้อ เซเว่น อีเลฟเว่น ให้ครบ 1 หมื่นสาขาใน 2561-2562 จากสิ้นปีนี้จะมีร้านเปิดให้บริการ 7,370 สาขา ทิ้งห่างคู่แข่งปิดโอกาสไม่ให้ไล่บี้ทัน !!

การเปิดสาขาใหม่ปีละ 550-600 สาขาต่อปี ยัง “บล็อก” ให้แบรนด์ใหม่ๆที่หวังชิงเค้กค้าปลีก เจอโจทย์หินมากขึ้น เพราะนอกจากจะหาทำเลได้ยาก ยังทำให้หมดทางแย่งแบ่งกำลังซื้อผู้บริโภคในชุมชน เพราะหากทุกหัวมุมถนนมีร้านเซเว่นฯแบรนด์คุ้นหู การ Switch แบรนด์ น่าจะทำได้ยาก จากความเคยชินในการซื้อสินค้าผ่านเซเว่นฯ

ด้านรูปแบบของเซเว่นฯ ไม่หยุดอยู่กับที่ ยังคงงัดโมเดลใหม่ๆมาโยนหินถามทาง วัดใจผู้บริโภคว่าจะแบบไหนโดนใจที่สุด อยู่เสมอ

โมเดลของร้านเซเว่นฯ ที่มีอยู่ในปัจจุบัน ได้แก่ เซเว่นฯมาตรฐาน,เซเว่นฯที่ผสมผสานร้านหนังสือ 24 ชั่วโมงในชื่อ Book Smile หรือจะครบเครื่องด้วยจำหน่ายมุมกาแฟและเบเกอรี่ในร้านภายใต้ชื่อคัดสรร (Kudsun) กระทั่งมีร้านยาเอ็กซ์ต้า(Exta) ให้บริการภายในร้าน ส่วนโมเดลไหนจะเป็นหัวหอกเพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภค จะอิงขนาดพื้นที่หรือคูหาที่เฟ้นมาได้นั่นเอง บางทำเลที่ดีพื้นที่ขนาดใหญ่จะมีสินค้าและบริการครบครันทั้งร้านยาเอ็กซ์ต้า และคัดสันรวมไว้ในพื้นที่เดียวกัน แบบวันสต๊อปชอปปิง

เซเว่นฯ ยังมีอาวุธทางการตลาดอีกมาก ที่จะผสานความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจ โดยเฉพาะสินค้ากลุ่มอาหารที่เป็นเรือธงสร้างรายได้ให้กับบริษัท ดันยอดขายสูงกว่า 70% ส่วนการสื่อสารการตลาด ยังเป็นอีกกลยุทธ์หนึ่งที่เซเว่นฯ ทำอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่แค่การสร้างความเคลื่อนไหวให้กับแบรนด์ แต่ยังเป็นการกระตุ้นให้ผู้บริโภคเกิดความ”อยาก”ซื้อสินค้าในแต่ละช่วงเวลา

นอกจากนี้ เซเว่นฯยังจัดโปรโมชันที่กุมผู้บริโภคให้อยู่หมัด ด้วยแคมเปญสะสมสแตมป์แลกซื้อของพรีเมี่ยมต่างๆ ถือเป็นการสร้างสีสันให้แวดวงร้านสะดวกซื้อไซส์เล็ก พร้อมไปกับการดันยอดขายเซเว่นฯให้พุ่งกระฉูดอีกระลอก

อีกหนึ่งหมัดการตลาดของเซเว่นฯ คือมีเซเว่น-แค็ตตาล็อก(7-Catalog) ซึ่งจะช่วยสร้างมิติใหม่แห่งการชอปปิงให้กับร้านสะดวกซื้อ ด้วยการนำเสนอสินค้ากว่า 1,200 รายการ ครอบคลุมสินค้าหลายหมวดหมู่ ไม่ว่าจะเป็นของเล่นเด็ก สินค้าแม่และเด็ก รถจักรยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า สารพัดที่พร้อมส่งถึงมือผู้บริโภค และยังเปิดช่องทางออนไลน์มาเสริมความแข็งแกร่ง นอกจากนี้ยังมีบริษัท รีเทล ลิงค์ ประเทศไทย จำกัด ซึ่งจำหน่ายอุปกรณ์ เครื่องไม้เครื่องมือเพื่ออำนวยความสะดวกในการดำเนินธุรกิจร้านสะดวกซื้อ จึงมีส่วนช่วยในการขยายแฟรนไชส์ของเซเว่นฯได้ค่อนข้างมาก

สะท้อนภาพการรั้งเบอร์ 1ของเซเว่นฯในไทย ไม่ได้มาจากความแข็งแกร่งทางด้านเงินทุนที่ใช้ขยายสาขาเท่านั้น แต่ด้วยกลยุทธ์ทางการตลาด สินค้าและบริการ ทำให้ทุกอย่างลงตัว ตอกย้ำตำแหน่งผู้นำธุรกิจร้านสะดวกซื้อในไทยให้แข็งแกร่ง เหมาะกับชื่อชั้นแบรนด์คอนวีเนียนสโตร์ระดับโลกอย่างเซเว่นฯ

วันนี้ซีพีออล์ ไม่ได้มองแค่สมรภูมิค้าปลีกร้านสะดวกซื้อในไทย แต่ได้แผ่ขยายอาณาจักรถึงแดนมังกร มองข้ามช็อตคู่แข่งในประเทศไปอีกขั้น หลังปูพรมเปิดสาขาเตะสกัดคู่แข่งไปมากแล้ว ด้วยรายได้รวมวันนี้ที่ใกล้จะแตะ 2 แสนล้านบาท กำไรกว่า 1.1 หมื่นล้านบาท สาขาที่กำลังจะทะยานสู่ 1 หมื่นสาขา ไม่ว่ารายใหม่จะใหญ่แค่ไหน ก็ยากที่จะต่อกรกับเบอร์ 1 ทุกวิถีทาง จึงไม่แปลกที่แบรนด์รอง หวังเต็มที่แค่เบอร์ 2 ของตลาด เท่านั้น

อย่างไรก็ตาม หากมองสังเวียนค้าปลีกไซส์เล็กที่เป็น”คอนวีเนียนสโตร์” อย่างแท้จริง วันนี้ 3 ค่าย ต่างมี Back up เป็น “แบรนด์ข้ามชาติระดับโลก” มาเสริมแกร่งในการขับเคลื่อนธุรกิจให้เติบใหญ่ในสมรภูมิการแข่งขันที่รุนแรง แต่ต้องไม่ลืมว่ายังมีร้านค้าปลีกไซส์มินิจาก 2 แบรนด์ยักษ์ใหญ่อย่างเทสโก้ โลตัส ในนาม “เทสโก้ โลตัส เอ็กซ์เพรส” หรือบิ๊กซีที่ส่ง “มินิบิ๊กซี” มาท้าชน เพราะหากนับจำนวนสาขาค้าปลีกไซส์เล็ก เทสโก้เอ็กซ์เพรส คือเบอร์ 2 ในตลาด ด้วยพื้นที่ในการขยายสาขามีจำกัด จำนวนลูกค้าก้อนเดียวกัน จึงเป็น”โจทย์หิน” ที่ทุกค่ายต้องงัดกลยุทธ์มาฟาดฟัน หาทางแบ่งมาร์เก็ตแชร์ธุรกิจค้าปลีก “แสนล้าน” ให้ได้

แต่เกมการแข่งขันจะเข้มข้นดุเดือดแค่ไหน คงไม่ต้องวัดบัลลังก์แชมป์เบอร์ 1 ที่ไกลเกินเอื้อม หากแต่ต้องเกาะติดตำแหน่งเบอร์ 2 ว่าใครจะได้ครอบครอง

ระหว่าง แฟมิลี่มาร์ท หรือลอว์สัน 108 !!

จับตา’ลอว์สัน’ท้ารบ’สะดวกซื้อ’ ‘ซีพีฟู้ดมาร์เก็ต’ควงเชลล์

กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ วันที่ 1/Nov/55

สมรภูมิร้านค้าปลีกขนาดเล็กยังมี “ผู้เล่นรายใหม่” เข้าสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดยักษ์ใหญ่ “ลอว์สัน” (Lawson) เบอร์ 2 คอนวีเนียนสโตร์

ประเทศญี่ปุ่น เตรียมเปิดเกมรุกเมืองไทยผ่านพันธมิตรธุรกิจ บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) ซึ่งมีกระแสข่าวเจรจากับ บริษัท ลอว์สัน อิงค์ ประเทศญี่ปุ่น ผู้บริหารร้าน “ลอว์สัน” ร่วมทุนจัดตั้งบริษัทสหลอว์สัน จำกัด เพื่อรุกขยายร้านสะดวกซื้อในเมืองไทยเร็วๆ นี้

แหล่งข่าวในวงการค้าปลีก กล่าวว่าบริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตและผู้จัดจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภครายใหญ่ ต้องการโนว์ฮาวหรือระบบบริหารจัดการที่มีศักยภาพของลอว์สันรองรับแผนการขยายเครือข่ายธุรกิจร้านสะดวกซื้อซึ่งมีแนวโน้มเติบโตสูง โดยปัจจุบันสหพัฒน์ มีกิจการร้านค้าปลีกสะดวกซื้อภายใต้แบรนด์ “108 ช็อป” เปิดบริการรวมกว่า 600 แห่งทั่วประเทศ คาดการณ์ว่าการเข้าเปิดตลาดของลอว์สันจะเป็นการสวมพื้นที่ของร้าน 108 ช็อปเดิมนั่นเอง

“สนามแข่งขันร้านค้าปลีกขนาดเล็กไม่ง่าย แม้กระทั่ง “แฟมิลี่มาร์ท” ภายใต้กลุ่มทุนเซ็นทรัล เชื่อว่าการรุกตลาดของลอว์สันยิ่งยากกว่า!!”

หากพิจารณาตั้งแต่คอนเซ็ปต์ของ 108 ช็อปเดิมไม่เชิงเป็นร้านแฟรนไชส์เต็มรูปแบบ โดยภาพลักษณ์และรูปลักษณ์ยังไม่ใช่ร้านมินิมาร์ท บางแห่งกึ่งโชห่วยกึ่งร้านสมัยใหม่ อีกทั้งความเป็นร้านภายใต้เครือข่ายกลุ่มสหพัฒน์ ทำให้มีข้อจำกัดในความหลากหลายของสินค้า ที่สำคัญ “ทำเล” ของร้านจำนวนไม่น้อยถือว่าอยู่ใน “เกรดรอง” ด้อยกว่าร้านสะดวกซื้อแบรนด์อื่นในตลาด

ขณะเดียวกันการปรับเปลี่ยนจาก 108 ช็อป เป็น ลอว์สัน ต้องมี “การลงทุน” จำนวนไม่น้อย เป็นคำถามว่า กรณีที่ไม่ใช่ร้านของบริษัทผู้ประกอบการหรือคู่ค้ารายนั้นจะยอมลงทุนหรือไม่ เทียบ “ความคุ้มค่า” และ”จุดคุ้มทุน” ด้วยสภาพการแข่งขันที่รุนแรง ผู้บริโภคมีทางเลือกมากขึ้น แนวโน้มการสร้างรายได้ ผลกำไร และระยะคืนทุนใช้ระยะเวลานานขึ้นกว่าเดิม

ที่ผ่านมามีนักลงทุนหลายราย โดยเฉพาะผู้ผลิตและจัดจำหน่ายสินค้า ต้องการเข้าสู่ธุรกิจค้าปลีก ซึ่งเป็นธุรกิจปลายน้ำ เพื่อเป็นช่องทางกระจายสินค้าให้กับธุรกิจในเครือ นอกจากสหพัฒน์ ยังมีกลุ่มเบอร์ลี่ยุคเกอร์ ของนายเจริญ สิริวัฒนภักดี ที่พยายามมองหาพันธมิตรหรือเปิดดีลซื้อกิจการค้าปลีกทั้งร้านขนาดเล็ก และร้านขนาดใหญ่หลายต่อหลายครั้งแต่ยังไม่ประสบความสำเร็จ

กรณีของ “ลอว์สัน” ต้องการขยายเครือข่ายธุรกิจออกนอกประเทศญี่ปุ่น ซึ่งโดยภาพรวมจะเห็นว่าภาวะเศรษฐกิจและอัตราการบริโภคอยู่ในภาวะชะลอตัว ผู้ประกอบการต่างมองหาโอกาสใหม่ในอาเซียน โดยเฉพาะประเทศไทยเป็นหนึ่งในตลาดขนาดใหญ่และเป็นประตูสู่ภูมิภาคอาเซียน ก่อนหน้านี้ลอว์สันได้เปิดตลาดในจีน อินโดนีเซีย ไปแล้ว ปัจจุบันลอว์สันมีสาขากว่า 1 หมื่นแห่งในญี่ปุ่น เป็นอันดับ 2 ในกลุ่มร้านสะดวกซื้อรองจากเซเว่นอีเลฟเว่น

สำหรับประเทศไทย “เซเว่นอีเลฟเว่น” ยังคงครองความเป็นผู้นำร้านสะดวกซื้อแบบทิ้งห่างคู่แข่ง มีสาขารวมกว่า 6,800 แห่งทั่วประเทศ มีอัตราการขยายสาขาเฉลี่ย 500 แห่งต่อปี ขณะที่ “แฟมิลี่มาร์ท” ภายใต้การกุมบังเหียนของกลุ่มเซ็นทรัลอยู่ระหว่างควบรวมกิจการท็อปส์ เดลี่ เข้ามาจะทำให้จำนวนสาขาเพิ่มเป็น 1,000 แห่งในสิ้นปีนี้ นับเป็นการสร้างสีสันและปลุกการแข่งขันในตลาดร้านสะดวกซื้อให้ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นไปอีก 850 แห่ง มินิ บิ๊กซี เร่งเปิดสาขาอย่าหนักเช่นกัน

ฟากยักษ์ใหญ่กลุ่มซีพี นอกจากจะมี “เซเว่นอีเลฟเว่น” เป็นหัวหอกหลักบุกร้านค้าปลีกขนาดเล็กแล้ว ยังมี “ซีพีฟู้ดมาร์เก็ต” ในคอนเซปต์ “ซูเปอร์ คอนวีเนียนสโตร์” ผนึกพันธมิตรกับสถานีบริการน้ำมัน “เชลล์” เป็นช่องทางขยายเครือข่ายสาขาซีพี ฟู้ด มาร์เก็ต

ซึ่งมองว่าเป็นทำเลที่มีศักยภาพเช่นเดียวกับร้านสะดวกซื้อรายอื่นๆ ที่ต่างจับจองช่องทางสถานีบริการน้ำมันกันไปเรียบร้อยแล้ว ตั้งแต่เซเว่นอีเลฟเว่น ไปควบคู่กับ ปตท. ท็อปส์ เดลี่ ไปกับคาลเท็กซ์ ซึ่งในอนาคตย่อมหมายรวมถึงแฟมิลี่มาร์ทด้วยเช่นกัน เทสโก้ โลตัส เอ็กซ์เพรส ผูกติดไปกับเอสโซ่

ปัจจุบัน ซีพี ฟู้ด มาร์เก็ต เปิดให้บริการ 2 สาขา ได้แก่ ซีพีทาวเวอร์ 3 พญาไท และอาคารฟอร์จูนทาวน์ ในช่วงเดือน ต.ค.55 -ม.ค.56 มีแผนขยายให้ครบ 7 สาขา ประกอบด้วย สาขาธนิยะ ทาวน์อินทาวน์ อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ โรงพยาบาลศิริราช รวมทั้งสาขาในสถานีบริการน้ำมัน แต่ละสาขามีพื้นที่เฉลี่ย 300-530 ตร.ม. ลงทุน 10-15 ล้านบาท

ชัวร์ ‘ลอว์สัน’ ลุย ไทย

สหพัฒน์ จูงมือลอว์สัน ยักษ์คอนวีเนียนสโตร์จากญี่ปุ่น จดทะเบียนตั้ง “บริษัท สหลอว์สัน จำกัด”  หลังบอร์ดไฟเขียวอนุมัติถือหุ้น 50 : 50  พร้อมเพิ่มทุนรับการโอน 108 ช้อปทั้ง 600 สาขาเข้ามาอยู่ในมือ  ชี้มูลค่าทรัพย์สินราว 300 ล้านบาท  คาดเดินหน้ายกเครื่อง 108 ช้อป เป็น “ลอว์สัน” ทันทีในปี 2556 “เซเว่น”

  เผยปี 2556 ปีทองของค้าปลีกไซซ์เล็ก หลังแบรนด์ใหม่  ยักษ์ค้าปลีก
     สืบเนื่องจากที่”ฐานเศรษฐกิจ”นำเสนอข่าว”สหพัฒน์ฮึดสู้บิ๊กค้าปลีก”ตีพิมพ์ในฉบับ 2,772 ระหว่างวันที่ 6-8 กันยายน 2555 หลังจากที่บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) มีการเจรจากับ บริษัท ลอว์สัน อิงค์ ประเทศญี่ปุ่น  ผู้บริหารร้าน “ลอว์สัน” (Lawson) เบอร์2 ด้านคอนวีเนียนสโตร์จากญี่ปุ่นร่วมทุนในไทยเพื่อมาสร้างชื่อแทนที่ 108 ช้อปไปก่อนหน้านั้น ล่าสุดพบว่าสหพัฒนพิบูล ได้จองชื่อขอจดทะเบียนบริษัท ในนาม “บริษัท  สหลอว์สัน จำกัด” กับกระทรวงพาณิชย์ ตั้งแต่เมื่อวันที่ 11 ตุลาคมที่ผ่านมา
++ ถือหุ้น 50:50 ตั้ง “สหลอว์สัน”  
    แหล่งข่าวระดับสูงจากบริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) หรือ SPC  ผู้ผลิตและผู้จัดจำหน่ายสินค้าคอนซูเมอร์รายใหญ่  เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า  สหพัฒนพิบูลเจรจาร่วมทุนกับบริษัท ลอว์สัน อิงค์ ประเทศญี่ปุ่นจริง โดยขณะนี้ผลการเจรจามีความคืบหน้ามากแล้ว พร้อมยืนยันว่าทั้ง 2 ฝ่ายจะเกิดการลงทุนร่วมกันอย่างแน่นอน เพราะมีจุดยืนที่ไปในทิศทางเดียวกันในการขยายตัวของธุรกิจคอนวีเนียนสโตร์และล่าสุดเมื่อกลางเดือนตุลาคม 2555 คณะกรรมการ (บอร์ด) ของSPC และบริษัทในเครือ ได้อนุมัติให้ตั้งบริษัทใหม่ในนาม”บริษัท สหลอว์สัน จำกัด” ขึ้นมา เพื่อให้เกิดความสะดวกในการเพิ่มทุน และโอนทรัพย์สินจาก108ช้อปมายังบริษัทดังกล่าว
          โดยบริษัท สหลอว์สัน จำกัด มีสัดส่วนการถือหุ้น ดังนี้ SPC และบริษัทในเครือรวมทั้งสิ้น 50% ในจำนวนนี้ SPC จะถือหุ้น 20% ที่เหลือเป็นสัดส่วนของบริษัทอื่นๆในเครือ และ อีก 50% ถือหุ้นโดย บริษัท ลอว์สัน อิงค์ ประเทศญี่ปุ่น
           “ต่อจากนี้ไปบริษัท สหลอว์สันฯจะต้องทำการเพิ่มทุนให้เกิน 300 ล้านบาทแน่นอน เพราะจะนำไปใช้สำหรับการซื้อทรัพย์สินจาก 108 ช้อป ที่มีสาขากระจายอยู่ทั่วประเทศ 600 สาขา โดยเบื้องต้นประเมินราคาอย่างไม่เป็นทางการไว้ราว 300 ล้านบาท และจะต้องมีเงินทุนอีกจำนวนหนึ่งสำหรับใช้ในการพัฒนาปรับปรุง คอนวีเนียนสโตร์ทั้ง 600 สาขาใหม่ พร้อมทั้งปรับเปลี่ยนชื่อเป็น “ลอว์สัน” โดยเงินทุนดังกล่าวจะมาจากการเรียกเงินค่าหุ้นตามสัดส่วนผู้ถือหุ้นต่อไป”
++ ใช้ไทยประตูสู่อาเซียน
    แหล่งข่าวกล่าวย้ำอีกว่าความร่วมมือทางธุรกิจระหว่าง SPC กับลอว์สันได้เจรจากันจบแล้ว ดังนั้นขั้นตอนต่อจากนี้ไปรอเพียงขาย 108 ช้อป ให้เสร็จภายในปีนี้  จากนั้นต่างฝ่ายต่างก็ต้องใส่เม็ดเงินลงทุนเข้ามา จะลงทุนเท่าไหร่ก็ขึ้นอยู่ที่ขนาดของกิจการว่ามีเป้าหมายจะขยายสาขาเพิ่มอีกเท่าไร  เมื่อสิ้นสุดใน 2 ส่วนนี้แล้ว ลอว์สัน ญี่ปุ่น จะส่งผู้บริหารเข้ามาดำเนินการบริหารและวางแผนตกแต่งร้าน ด้วยการรื้อป้าย108ช้อปออก  แล้วปรับโฉมเป็น”ลอว์สัน” ในทุกสาขา ดังนั้นภายในปี 2556 จะได้เห็นคอนวีเนียนสโตร์ของ “ลอว์สัน”เกิดขึ้นในประเทศไทยอย่างแน่นอน
          ผลการเจรจาครั้งนี้ประสบผลสำเร็จได้เร็วเกินคาด   หลังจากที่ทั้ง 2 ฝ่ายมีแนวคิดคล้ายกันและสามารถจูนเข้าหากันได้ง่าย โดยที่กลุ่มสหพัฒน์ต้องการโนว์ฮาวจากลอว์สัน  เพื่อมาพัฒนาธุรกิจคอนวีเนียนสโตร์ในประเทศไทย  เพราะเป็นแบรนด์ที่มีความแข็งแกร่ง มีความเชี่ยวชาญเฉพาะ มีระบบการบริหารจัดการ  รวมถึงมีการตกแต่งร้านที่ดูทันสมัย พร้อมกับมองว่า สินค้าในเครือสหพัฒน์ มีความหลากหลาย ควรจะมีช่องทางการขายมากขึ้น หลังจากที่ปัจจุบันสินค้าในกลุ่มสหพัฒน์ขายอยู่ในคอนวีเนียนสโตร์ทุกแห่งในประเทศไทยอยู่แล้ว ดังนั้นถ้ามี “ลอว์สัน” ในประเทศไทยก็จะยิ่งเพิ่มช่องทางการขายให้กับกลุ่มสหพัฒน์ได้มากขึ้นอีก  ส่วนสินค้าที่วางจำหน่ายในร้านจะมีทั้งสินค้าที่ผลิตในประเทศไทยและนำเข้ามาจากลอว์สันประเทศญี่ปุ่น   เช่นเดียวกับสินค้าในเครือสหพัฒน์ก็จะมีขายในลอว์สัน ประเทศญี่ปุ่นด้วย
    “ลอว์สันต้องการจะขับเคลื่อนธุรกิจดังกล่าวออกนอกประเทศ พร้อมกับขยายการลงทุนเข้าสู่ตลาดอาเซียน โดยใช้ไทยเป็นฐานการขยายเข้าสู่ภูมิภาคอาเซียนที่มีกำลังซื้อกว่า 600 ล้านคน”
 ++ จับมือร่วมทุนแบบ win win
    แหล่งข่าวระดับสูง จากบริษัท สหพัฒนพิบูลฯ อีกรายกล่าวยืนยันว่า สหพัฒน์ ได้เจรจาร่วมทุนกับลอว์สัน ประเทศญี่ปุ่น ในการเข้ามาขยายการลงทุนคอนวีเนียน สโตร์ในเมืองไทยจริง โดยขณะนี้เตรียมพร้อมยื่นจดทะเบียนบริษัททันที หลังจากที่บรรลุข้อตกลงต่างๆและเซ็นสัญญา ซึ่งคาดว่าจะเกิดขึ้นเร็วๆนี้ เพราะต่างฝ่ายต่างต้องการเดินหน้าให้แล้วเสร็จ เพื่อให้เกิดความร่วมมือกันอย่างแท้จริงในปีหน้า ซึ่งเชื่อว่าการร่วมทุนครั้งนี้จะส่งผลต่อทั้งสองฝ่ายแบบ win win แน่นอน
    อย่างไรก็ดีการร่วมทุนเป็นพันธมิตรกันรุกตลาดค้าปลีกเมืองไทยครั้งนี้ ถือเป็นความสำเร็จอีกก้าวของสหพัฒนพิบูล ในการขยายธุรกิจปลายน้ำ หลังจากที่เพียรพยายามสร้างฐานธุรกิจปลายน้ำ ด้วยการปั้น “108 ช้อป”  ในช่วง 4-5  ปีที่ผ่านมา แต่กลับไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร  การจับมือกับลอว์สันครั้งนี้ จึงถือเป็นจิ๊กซอว์ที่ลงตัวที่สุดครั้งหนึ่ง 
ปัจจุบันร้านลอว์สัน อยู่ภายใต้การบริหารงานของบริษัท ลอว์สัน อิงค์ ประเทศญี่ปุ่น   ผลประกอบการในปี 2555 ( 1 มีนาคม 2554-29 กุมภาพันธ์ 2555) มียอดขายรวม 1.82 ล้านล้านเยน หรือคิดเป็นเงินไทย 7.28  แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่มียอดขาย 1.68 ล้านล้านเยน หรือคิดเป็นเงินไทย  6.72 แสนล้านบาท มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้น 8.5%  ปัจจุบันมีสาขารวม 1.08 หมื่นแห่งในญี่ปุ่น (ณ เดือนกรกฎาคม 2555)  เป็นอันดับ 2 รองจากเซเว่นอีเลฟเว่น ที่มีสาขาเกือบ 1.5 หมื่นแห่ง  
          โดยร้านลอว์สันเปิดให้บริการใน   3 รูปแบบ ได้แก่ ร้านสะดวกซื้อลอว์สัน (Lawson)  , ร้านลอว์สัน สโตร์ 100 (Lawson Store 100) ร้านสะดวกซื้อพร้อมจำหน่ายอาหารสด และร้านเนเชอรัล ลอว์สัน (Natural Lawson) ร้านสะดวกซื้อจำหน่ายสินค้าเพื่อสุขภาพ ความงาม ขณะที่ในต่างประเทศ ร้านลอว์สันเปิดให้บริการในเมือง Dalian , Chonqing และ Shanghai ประเทศจีน , อินโดนีเซีย และฮาวาย สหรัฐอเมริกา
 ++ ซุ่มจองชื่อจดทะเบียนที่พณ.
    ผู้สื่อข่าว “ฐานเศรษฐกิจ”  ได้ตรวจสอบไปยังกรมพัฒนาธุรกิจการค้า  กระทรวงพาณิชย์ พบว่า มีผู้ขอจองชื่อจดทะเบียน บริษัท สหลอว์สัน จำกัดจริง เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2555 ที่ผ่านมา  แต่ยังไม่มีการยื่นเอกสารประกอบใดๆ  ซึ่งขั้นตอนต่อไป ผู้ที่ขอจองชื่อไว้ จะต้องมาดำเนินการจดทะเบียนบริษัท สหลอว์สัน จำกัด ภายใน 1 เดือน หากพ้นกำหนดยังไม่มีการจดทะเบียนบริษัท จะต้องกลับมายื่นขอจองชื่อใหม่อีกครั้ง
 ++  เซเว่นยันลอว์สันไม่น่ากลัว
    ด้านนายสุวิทย์  กิ่งแก้ว รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารร้านเซเว่นอีเลฟเว่น กล่าวว่า ลอว์สัน ถือเป็นผู้ประกอบการที่แข็งแรง เปิดสาขาจำนวนมาก  และมีประสบการณ์เก่งทั้งในประเทศและต่างประเทศ  เห็นได้จากการเข้าไปลงทุนในจีน และประสบความสำเร็จได้รับการตอบรับที่ดี  ซึ่งการเข้ามาของลอว์สัน เชื่อว่าเพราะต้องการใช้ไทยเป็นฐานในการขยายตลาดเมื่อเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือเออีซีด้วย
    “มองว่าการเข้ามาของลอว์สันไม่น่ากลัว  เพราะเซเว่น เองมีนโยบายที่ชัดเจน คือมุ่งพัฒนาตัวเองให้เข้มแข็ง  เพิ่มขีดความสามารถให้คู่แข่งก้าวตามไม่ทัน  อีกทั้งการที่ลอว์สันเข้ามาลงทุนในไทย ยังต้องใช้เวลาปรับตัวอีกมาก เช่นเดียวกับที่เซ็นทรัล เข้ามาบริหารแฟมิลี่ มาร์ท ยังต้องใช้เวลานานถึง 3 ปีในการปรับปรุงและขยายสาขา เชื่อว่าลอว์สันเองก็ต้องการเวลาเช่นกัน”
 ++ ชู  56 ปีทองคอนวีเนียนสโตร์
    นายสุวิทย์  กล่าวอีกว่า  ด้วยแนวโน้มเศรษฐกิจที่ดีขึ้น  จากมาตรการต่างๆของภาครัฐ ทั้งการจำนำข้าว การปรับค่าแรง 300 บาททั่วประเทศ  การขยายการส่งออก ฯลฯ เชื่อว่า ปี 2556 ถือเป็นปีทองของธุรกิจค้าปลีกขนาดเล็กอย่างคอนวีเนียน สโตร์  รวมทั้งการเข้ามาของแบรนด์ใหม่ๆ  จะช่วยผลักดันให้มีการขยายตัวเพิ่มขึ้น
    อย่างไรก็ดี ภาพรวมของค้าปลีกประเภทคอนวีเนียน สโตร์จะมีการแข่งขันที่รุนแรงมากขึ้น จากรายใหม่ที่เข้ามา และค้าปลีกรายใหญ่ที่ลงมาเล่นในค้าปลีกขนาดเล็ก  เพราะมีแนวโน้มที่จะขยายตัวมากขึ้น รวมทั้งไม่มีข้อจำกัดทางกฏหมายในการขยายสาขาด้วย ทำให้ค้าปลีกไซซ์เล็กสามารถขยายตัวได้อีกมาก
    ทั้งนี้นโยบายของเซเว่น จะขยายสาขาเพิ่มขึ้นราว 450-500 สาขาต่อปี และเพื่อรองรับการแข่งขันที่จะรุนแรงมากขึ้นในปีหน้า  เซเว่น ได้ปรับยุทธศาสตร์ ด้วยการขยายไลน์สินค้าเฮาส์แบรนด์  เซเว่นเฟรซ (7Fresh)  ในหมวดอาหารพร้อมทาน หรือเรดดี้ ทู โก และ เซเว่น ซีเล็ค (7 Select)  สำหรับหมวดสินค้าเครื่องใช้ทั่วไป รวมทั้งหาพาร์ตเนอร์ หรือการทำตลาดแบบโค แบรนด์ วางจำหน่ายสินค้าโอนลี่ แอท เซเว่นอีเลฟเว่น (Only at 7-11)  โดยในปีหน้าตั้งเป้าที่จะเปิดตัวสินค้าให้ครบ 500 รายการ  พร้อมวางจำหน่ายให้ครบทุกสาขาทั่วประเทศ จากปัจจุบันที่มีอยู่เกือบ 7 พันแห่ง นอกจากนี้ยังเตรียมเปิดให้บริการออนไลน์ http://www.shopat7.com  อย่างจริงจังด้วย
    จากการรวบรวมของ “ฐานเศรษฐกิจ”  พบว่า จนถึงสิ้นเดือนกันยายน 2555 มีร้านสะดวกซื้อที่มีสาขา เปิดให้บริการในประเทศไทยรวมทั้งสิ้นกว่า 1 หมื่นแห่ง  อาทิ  เซเว่นอีเลฟเว่น 6.8 พันแห่ง  , โลตัส เอ็กซ์เพรส  850 แห่ง  , แฟมิลี่ มาร์ท  740 แห่ง , 108 ช้อป 600 แห่ง เป็นต้น

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 32 ฉบับที่ 2,787 วันที่  28-31  ตุลาคม  พ.ศ. 2555

108 ช้อปผุดโมเดลใหม่

ฐานเศรษฐกิจ

13  กันยายน  2555

“108 ช้อป” เล็งเปิดโมเดลใหม่ ไซซ์ 60 ตร.ม. หวังใช้เป็นจุดแข็งขยายสาขาเจาะเข้าชุมชนเพิ่ม  ชี้แตกต่างจากคู่แข่งที่ไซซ์ใหญ่ จับตลาดกลุ่มบน  พร้อมเดินหน้าสร้างจุดขายชัดเจนเติบโตแบบยั่งยืน    
  นายเวทิต โชควัฒนา กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซันร้อยแปด จำกัด บริษัทในเครือสหพัฒน์ ผู้ดำเนินธุรกิจร้าน 108 ช้อป เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า  กรณีที่เครือสหพัฒน์เปิดเจรจากับลอว์สัน ประเทศญี่ปุ่นให้เข้ามาขยายการลงทุนในไทยนั้น ตนเองไม่อยู่ในฐานะที่จะยืนยันการเจรจาดังกล่าวได้ แต่เชื่อว่าสหพัฒน์จะยังคงเดินหน้าลงทุนขยายสาขาร้าน 108 ช้อปต่อไป โดยล่าสุดบริษัทพัฒนาโมเดลร้าน 108 ช้อป ที่จะใช้เป็นต้นแบบในการขยายสาขาต่อไป ซึ่งจะมีขนาด 60 ตารางเมตร ถือเป็นขนาดที่เหมาะสมกับการลงทุนและต่างจากผู้นำตลาดที่มีการขยายร้านสะดวกซื้อตั้งแต่ 70-100  ตารางเมตร และเป็นช่องว่างตลาดที่บริษัทจะเข้าไปสร้างจุดแข็งให้กับร้าน 108 ช้อปมากขึ้น จากที่ผ่านมาขนาดของร้าน 108 ช้อปมีความหลากหลายตั้งแต่ 18 ตารางเมตร, 30 ตารางเมตร
  สำหรับร้าน 108 ช้อปโมเดลใหม่จะใช้งบลงทุนประมาณ 3 ล้านบาท สามารถวางจำหน่ายสินค้าได้ประมาณ 2 พันรายการ ครอบคลุมความต้องการของผู้บริโภค อย่างไรก็ตาม ภาพรวมโมเดลที่สมบูรณ์แบบของร้าน 108 ช้อป คาดว่าจะเห็นชัดเจนต้นปี 2556 เพื่อเป็นต้นแบบในการขยายสาขาในอนาคต และให้สอดคล้องกับทิศทางของบริษัทที่ต้องการขยายแต่ละสาขาและบริหารร้าน 108 ช้อปให้มีกำไร โดยมีจุดยืนที่ไม่เจาะกลุ่มเป้าหมายและทำเลที่ตั้งเป็นระดับบนหรือเอบวก
  ทั้งนี้ จำนวนสาขาที่บริษัทต้องการขยายจนอยู่ในระดับที่พอใจควรจะอยู่ราว 2 พันสาขา จากปัจจุบันมีอยู่ราว 600 สาขาทั่วประเทศ และบริษัทเคยมีสาขาสูงสุดกว่า 800 สาขาทั่วประเทศ โดยสาขาที่มีการปิดไปนั้นมีทั้งกรุงเทพฯและต่างจังหวัด ส่วนจุดแข็งของร้าน 108 ช้อปเดิมนั้นยอมรับว่าแทบไม่มีความชัดเจน โดยเฉพาะการเป็นร้านสะดวกซื้อของคนไทยและเป็นเพื่อนรู้ใจใกล้บ้าน
   “บริษัทจะเดินหน้าบริหารร้าน 108 ช้อปให้เติบโตต่อเนื่อง หลังจากบริษัทดำเนินธุรกิจดังกล่าวมาเป็นเวลา 9 ปีแล้ว โดยที่ผ่านมายอมรับว่าบริษัทเคยขยายสาขาร้าน 108 ช้อป สูงสุดที่ 80 สาขาต่อเดือน ซึ่งถือเป็นการขยายสาขาที่เร็วมาก ก่อนที่จะลดลงเหลือประมาณ 10-20 สาขาต่อเดือน แต่ก็ยังถือว่าเป็นการขยายที่มากไป และกลายเป็นจุดอ่อนของธุรกิจ ประกอบกับการพัฒนาร้านยังไม่สมบูรณ์เพียงพอ ขณะเดียวกันปัจจัยการเลือกทำเลที่ตั้งก็เป็นส่วนหนึ่งที่เป็นจุดอ่อนทำให้ธุรกิจร้าน 108 ช้อปบางสาขาไม่ค่อยประสบความสำเร็จมากนัก แม้บางทำเลจะดีแต่ห่างไกล ทำให้การบริการจัดสินค้าไม่ทั่วถึง  จนเกิดความไม่คุ้มทุนและต้นทุนสูงขึ้น แต่ขณะนี้บริษัทเริ่มได้โมเดลขนาดร้านที่พอขับเคลื่อนธุรกิจไปได้แล้วคือ 60 ตารางเมตร ซึ่งเป็นขนาดที่ดี และสามารถวางสินค้าขายได้ครบครัน ลูกค้าเดินเข้ามาใช้บริการก็ไม่อึดอัด” 
  อย่างไรก็ตาม บริษัทยังคงเดินหน้าทยอยปิดสาขาที่ไม่มีกำไรอย่างต่อเนื่อง แต่มีทิศทางที่ลดลงจากก่อนหน้านี้ โดยปัจจุบันถือว่าเหลือสาขาที่มีความแข็งแรงอยู่จำนวนมาก และสามารถแข่งขันในตลาดได้ ส่วนภาพรวมธุรกิจร้านสะดวกซื้อในประเทศไทยเชื่อว่ายังมีโอกาสเติบโตและขยายตัวได้อีกมาก โดยมองว่าการเปิดสาขาจะมีได้ถึงหลักหมื่นสาขา เช่นเดียวกับในประเทศญี่ปุ่น โดยมีปัจจัยเอื้อจากการขยายตัวของชุมชนที่กระจายไปทั่วประเทศ 

 

 

 

108 ช้อปผุดโมเดลใหม่

“108 ช้อป” เล็งเปิดโมเดลใหม่ ไซซ์ 60 ตร.ม. หวังใช้เป็นจุดแข็งขยายสาขาเจาะเข้าชุมชนเพิ่ม  ชี้แตกต่างจากคู่แข่งที่ไซซ์ใหญ่ จับตลาดกลุ่มบน  พร้อมเดินหน้าสร้างจุดขายชัดเจนเติบโตแบบยั่งยืน

นายเวทิต โชควัฒนา กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซันร้อยแปด จำกัด บริษัทในเครือสหพัฒน์ ผู้ดำเนินธุรกิจร้าน 108 ช้อป เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า  กรณีที่เครือสหพัฒน์เปิดเจรจากับลอว์สัน ประเทศญี่ปุ่นให้เข้ามาขยายการลงทุนในไทยนั้น ตนเองไม่อยู่ในฐานะที่จะยืนยันการเจรจาดังกล่าวได้ แต่เชื่อว่าสหพัฒน์จะยังคงเดินหน้าลงทุนขยายสาขาร้าน 108 ช้อปต่อไป โดยล่าสุดบริษัทพัฒนาโมเดลร้าน 108 ช้อป ที่จะใช้เป็นต้นแบบในการขยายสาขาต่อไป ซึ่งจะมีขนาด 60 ตารางเมตร ถือเป็นขนาดที่เหมาะสมกับการลงทุนและต่างจากผู้นำตลาดที่มีการขยายร้านสะดวกซื้อตั้งแต่ 70-100  ตารางเมตร และเป็นช่องว่างตลาดที่บริษัทจะเข้าไปสร้างจุดแข็งให้กับร้าน 108 ช้อปมากขึ้น จากที่ผ่านมาขนาดของร้าน 108 ช้อปมีความหลากหลายตั้งแต่ 18 ตารางเมตร, 30 ตารางเมตร

สำหรับร้าน 108 ช้อปโมเดลใหม่จะใช้งบลงทุนประมาณ 3 ล้านบาท สามารถวางจำหน่ายสินค้าได้ประมาณ 2 พันรายการ ครอบคลุมความต้องการของผู้บริโภค อย่างไรก็ตาม ภาพรวมโมเดลที่สมบูรณ์แบบของร้าน 108 ช้อป คาดว่าจะเห็นชัดเจนต้นปี 2556 เพื่อเป็นต้นแบบในการขยายสาขาในอนาคต และให้สอดคล้องกับทิศทางของบริษัทที่ต้องการขยายแต่ละสาขาและบริหารร้าน 108 ช้อปให้มีกำไร โดยมีจุดยืนที่ไม่เจาะกลุ่มเป้าหมายและทำเลที่ตั้งเป็นระดับบนหรือเอบวก

ทั้งนี้ จำนวนสาขาที่บริษัทต้องการขยายจนอยู่ในระดับที่พอใจควรจะอยู่ราว 2 พันสาขา จากปัจจุบันมีอยู่ราว 600 สาขาทั่วประเทศ และบริษัทเคยมีสาขาสูงสุดกว่า 800 สาขาทั่วประเทศ โดยสาขาที่มีการปิดไปนั้นมีทั้งกรุงเทพฯและต่างจังหวัด ส่วนจุดแข็งของร้าน 108 ช้อปเดิมนั้นยอมรับว่าแทบไม่มีความชัดเจน โดยเฉพาะการเป็นร้านสะดวกซื้อของคนไทยและเป็นเพื่อนรู้ใจใกล้บ้าน

“บริษัทจะเดินหน้าบริหารร้าน 108 ช้อปให้เติบโตต่อเนื่อง หลังจากบริษัทดำเนินธุรกิจดังกล่าวมาเป็นเวลา 9 ปีแล้ว โดยที่ผ่านมายอมรับว่าบริษัทเคยขยายสาขาร้าน 108 ช้อป สูงสุดที่ 80 สาขาต่อเดือน ซึ่งถือเป็นการขยายสาขาที่เร็วมาก ก่อนที่จะลดลงเหลือประมาณ 10-20 สาขาต่อเดือน แต่ก็ยังถือว่าเป็นการขยายที่มากไป และกลายเป็นจุดอ่อนของธุรกิจ ประกอบกับการพัฒนาร้านยังไม่สมบูรณ์เพียงพอ ขณะเดียวกันปัจจัยการเลือกทำเลที่ตั้งก็เป็นส่วนหนึ่งที่เป็นจุดอ่อนทำให้ธุรกิจร้าน 108 ช้อปบางสาขาไม่ค่อยประสบความสำเร็จมากนัก แม้บางทำเลจะดีแต่ห่างไกล ทำให้การบริการจัดสินค้าไม่ทั่วถึง  จนเกิดความไม่คุ้มทุนและต้นทุนสูงขึ้น แต่ขณะนี้บริษัทเริ่มได้โมเดลขนาดร้านที่พอขับเคลื่อนธุรกิจไปได้แล้วคือ 60 ตารางเมตร ซึ่งเป็นขนาดที่ดี และสามารถวางสินค้าขายได้ครบครัน ลูกค้าเดินเข้ามาใช้บริการก็ไม่อึดอัด”
อย่างไรก็ตาม บริษัทยังคงเดินหน้าทยอยปิดสาขาที่ไม่มีกำไรอย่างต่อเนื่อง แต่มีทิศทางที่ลดลงจากก่อนหน้านี้ โดยปัจจุบันถือว่าเหลือสาขาที่มีความแข็งแรงอยู่จำนวนมาก และสามารถแข่งขันในตลาดได้ ส่วนภาพรวมธุรกิจร้านสะดวกซื้อในประเทศไทยเชื่อว่ายังมีโอกาสเติบโตและขยายตัวได้อีกมาก โดยมองว่าการเปิดสาขาจะมีได้ถึงหลักหมื่นสาขา เช่นเดียวกับในประเทศญี่ปุ่น โดยมีปัจจัยเอื้อจากการขยายตัวของชุมชนที่กระจายไปทั่วประเทศ

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,774  13-15  กันยายน พ.ศ. 2555

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.