Category Archives: Convenient Store

“สหพัฒน์” ทุ่ม 2,000 ล้านใน 5 ปีลุยคอนวีเนียน “ลอว์สัน” ลั่นดันไทยเป็นฐานรุกอาเซียน

ผู้จัดการออนไลน์ วันที่ 30 สิงหาคม 2556

 

ในภาพ (จากซ้าย) คุณบุญชัย โชควัฒนา ประธานกรรมการ บริษัท สหพัฒนพิบูลย์ จำกัด (มหาชน), คุณบุณยสิทธิ์ โชควัฒนา ประธานเครือสหพัฒน์, มร. ทาเคชิ นินามิ CEO, representative director บริษัท ลอว์สัน อิงค์ และ มร. โครีอากิ ทามุระ กรรมการผู้จัดการ บริษัท สห ลอว์สัน จำกัด ร่วมทุบถังสาเกฉลองการเปิดให้บริการร้านลอว์สัน 108 ในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ

“สหพัฒน์” ลั่นไม่หวั่นเศรษฐกิจตกต่ำ ย้ำลงทุนร่วมหอลงโรงกับลอว์สันญี่ปุ่นเพื่ออนาคต สร้างความแข็งแกร่งให้แก่ค้าปลีกคอนวีเนียนสโตร์ ลั่น 5 ปีจากนี้เปิดครบ 1,000 แห่ง งบลงทุน 2,000 ล้านบาท ด้านลอว์สันชูไทยเป็นฐานที่มั่นรุกตลาดอาเซียน

นายบุณยสิทธิ์ โชควัฒนา ประธานเครือสหพัฒน์ กล่าวว่า การที่เครือสหพัฒน์ร่วมลงทุนกับกลุ่มลอว์สัน อิงค์ ญี่ปุ่น จัดตั้งบริษัท สห ลอว์สัน จำกัด ขึ้นมาเพื่อรุกตลาดคอนวีเนียนสโตร์ในไทยในนาม ร้านลอว์สัน 108 กับร้าน 108 ชอปนั้นเพื่อต้องการสร้างความแข็งแกร่งให้ธุรกิจค้าปลีกคอนวีเนียนสโตร์ของสหพัฒน์ เนื่องจากในตลาดคู่แข่งใหญ่อย่างแบรนด์เซเว่นอีเลฟเว่นก็อยู่ภายใต้กลุ่มซีพีที่แข็งแกร่ง หรือร้านแฟมิลี่มาร์ทที่เป็นญี่ปุ่นเหมือนกับเราก็อยู่ในกลุ่มเซ็นทรัลที่แข็งแกร่งเช่นกัน ดังนั้นหากสหพัฒน์ไม่ปรับตัวก็คงไม่สามารถต่อสู้ได้

“เรามองการลงทุนครั้งนี้เป็นระยะยาว ไม่ได้มองแค่ปัจจุบัน แม้ว่าเวลานี้ภาวะเศรษฐกิจของไทยจะตกลงและกำลังซื้อของผู้บริโภคลดลงแต่ก็เป็นไปทั่วโลกหลายที่ อีกทั้งภาวะเศรษฐกิจก็มีขึ้นมีลงอยู่แล้วเป็นไปตามรอบของมัน ที่ผ่านมา 10 กว่าปีตั้งแต่ไทยเกิดวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 เราก็ผ่านมาแล้ว ช่วง 2-3 ปีก็จะเจอภาวะแย่ครั้งหนึ่งแล้วก็ดีขึ้น ดังนั้นการร่วมทุนกับลอว์สันเป็นคนละเรื่องกับเศรษฐกิจ แต่เราต้องการจะทำให้ค้าปลีกของเราแข็งแกร่ง และเราก็คุยกับทางลอว์สันมานานแล้ว”

ทั้งนี้ สหพัฒน์มีร้าน 108 ชอป ที่เป็นของตัวเองกับพันธมิตรรวมประมาณ 300 สาขา และมีสาขาอยู่ในพม่าอีกประมาณ 14 สาขา ซึ่งในพม่ามั้นยังไม่มีการเปลี่ยนแปลง ส่วนในไทยนั้นได้โอนร้าน 108 ชอปทั้งหมดเข้ามาอยู่ภายใต้การบริหารงานของบริษัทร่วมทุนที่ตั้งใหม่นี้ และที่ผ่านมาร้านลอว์สัน 108 ได้เริ่มเปิดบริการมาตั้งแต่เดือนมีนาคมปีนี้แล้ว โดยการนำร้านเก่าของ 108 ชอปมาปรับปรุงเปลี่ยนชื่อร้านประมาณ 15 สาขา

ตามเป้าหมายระยะยาวภายใน 5 ปีจากนี้หรือภายในปี 2561 จะต้องมีร้านลอว์สันเปิดในไทยประมาณ 1,000 สาขา ด้วยงบลงทุนสูงถึง 2,000 ล้านบาท


ร้านลอว์สัน108ในไทยที่เอมโพริโอ สุขุมวิท 24

นายเวทิต โชควัฒนา ผู้บริหารที่ดูแลร้าน 108 ชอปของสหพัฒน์ กล่าวว่า มีแผนที่จะนำสาขาบางส่วนของ 108 ชอปแปลงมาเป็นร้านลอว์สัน 108 แต่คงไม่ทั้งหมด ขึ้นอยู่กับความเหมาะสม ทำเล และขนาดพื้นที่ที่มีอยู่เดิม ส่วนบางสาขาก็จะยังคงเป็น 108 ชอปเช่นเดิม และจะยังขยายตัวเช่นเดิม แต่คงจะมีการปรับเปลี่ยนเพื่อความเหมาะสม โดยการลงทุนจะมีตั้งแต่ 2-8 ล้านบาทต่อสาขา แล้วแต่ขนาดพื้นที่ ตั้งแต่ 50-200 ตารางเมตร อย่างไรก็ตาม หากในอนาคตสหลอว์สันวางระบบและประกาศขายแฟรนไชส์ได้เมื่อใด ร้านโชวห่วยที่เป็นพันธมิตรเครือข่ายกับสหพัฒน์ที่สนใจจะเข้าร่วมเป็นแฟรนไชส์ก็ยินดี

สำหรับร้านลอว์สันใหม่ล่าสุดตั้งอยู่ที่เอ็มโพริโอเพลส สุขุมวิท 24 นายเวทิตกล่าวว่า สาขานี้มีพื้นที่ประมาณ 100 ตารางเมตร ตกแต่งสไตล์ญี่ปุ้น มีสินค้าอาหารสด และของใช้ทั่วไป มีที่นั่งรับประทานอาหารด้วย ซึ่งเป็นสาขาที่เปิดใหม่ไม่ได้โอนจากร้าน 108 ชอป จากการทดลองเปิดมาได้ระยะหนึ่งพบว่ามียอดขายต่อบิลที่ 100 บาทต่อบิล สูงกว่าเป้าที่ตั้งไว้ที่ 60 บาทต่อบิล มีปริมาณคนเข้าร้านเฉลี่ย 600 คนต่อวัน ต่ำกว่าเป้าที่ตั้งไว้ที่ 700-800 คนต่อวัน จากเดิมที่ร้าน 108 ชอปเดิมมีรายได้เฉลี่ย 13,000 บาทต่อคนต่อสาขา มีปริมาณลูกค้าเข้าประมาณ 500 ครั้งต่อวัน

ภายในร้านลอว์สัน108

นายทาเคชิ นินามิ ซีอีโอบริษัท ลอว์สัน อิงค์ จากประเทศญี่ปุ่น กล่าวว่า ลอว์สันจะใช้ธุรกิจที่ร่วมทุนกับสหพัฒน์ในไทยเป็นฐานในการรุกตลาดค้าปลีกคอนวีเนียนสโตร์ในอาเซียน โดยจะเป็นทั้งศูนย์กลางของการพัฒนาสินค้า การอบรม และการพัฒนารูปแบบบริการใหม่ๆ ซึ่งก็มีการเจรจากับทางเครือสหพัฒน์บ้างแล้วเช่นกัน โดยตั้งเป้าหมายไว้ว่า ภายในปี 2566 หรืออีก 10 ปีจากนี้จะมีร้านลอว์สันเปิดรวมกัน 5,000 สาขาในกลุ่มประเทศอาเซียนนี้ และคาดว่าจะมีสาขาในไทยประมาณ 1,000 สาขาภายในปี 2562

ปัจจุบันร้านลอว์สันมีอันดับใหญ่เป็นที่สองของญี่ปุ่นรองจากเซเว่นอีเลฟเว่นในเซกเมนต์คอนวีเนียนสโตร์ โดยมีจำนวนสาขาในญี่ปุ่น 10,457 สาขาเมื่อสิ้นปี 2555 ขณะที่เซเว่นอีเลฟเว่นมีสาขาในญี่ปุ่นเมื่อสิ้นปี 2555 ประมาณ 14,005 สาขา ล่าสุดจำนวนสาขาของร้านลอว์สันในญี่ปุ่นเมื่อสิ้นเดือนกรกฎาคม 2556 มีประมาณ 11,308 สาขา ครอบคลุมทั่ว 47 จังหวัดในประเทศญี่ปุ่น อีกทั้งยังมีสาขานอกญี่ปุ่นอีกประมาณ 466 สาขา กระจายอยู่ใน จีน 371 สาขา อินโดนีเซีย 83 สาขา ฮาวาย 3 สาขา และไทย 9 สาขา เมื่อสิ้นเดือนกรกฎาคม 2556

“ลอว์สันจะไม่กระโดดลงไปเล่นในตลาดหรือพื้นที่ที่แข่งขันรุนแรงอยู่แล้ว (เรดโอเชียน/Red Ocean) เพราะเรามองว่าตลาดคอนวีเนียนสโตร์ยังมีโอกาสและมีช่องว่างอีกมากที่เราจะเข้าไปลงทุนทั้งในตลาดเมืองไทยและในอาเซียน” นายทาเคชิกล่าว

ทั้งนี้ ร้านลอว์สัน 108 ในไทยจะยังคงมีรูปแบบ 3 แบบเช่นเดียวกับที่ญี่ปุ่น อีกทั้งจะมีการพัฒนาโมเดลใหม่ขึ้นมาด้วยเพื่อเป็นไปตามพฤติกรรมและความต้องการของลูกค้า โดย 3 โมเดลคือ 1. ร้านลอว์สันคอนวีเนียนสโตร์ทั่วไป 2. ร้านเนเชอรัลลอว์สัน เน้นขายสินค้าสุขภาพและความงาม 3. ร้านลอว์สัน 100 สโตร์ เน้นขายสินค้าอาหารสด พืช ผัก ผลไม้

ลอว์สันบุกไทยเล็งปูพรม1,000สาขาภายใน5ปี

 

 

 

 

alt
บริษัท สห ลอว์สัน จำกัด, บริษัท ร่วมทุนระหว่างเครือสหพัฒน์และลอว์สัน อิงค์ ประกาศเปิดให้บริการร้านคอนวีเนียนท์สโตร์ ลอว์สัน 108 อย่างเป็นทางการในประเทศไทย

 โดยที่ผ่านมาร้านลอว์สัน 108 เปิดให้บริการมาตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมาโดยนำร้านค้าของเครือสหพัฒน์มาปรับปรุง และภายหลังจากนี้บริษัทฯจะขยายสาขาให้บริการในประเทศอย่างเต็มรูปแบบในเดือนกันยายน พ.ศ.  2556 โดยมีแผนที่จะเปิดให้บริการ 50 สาขาในปีพ.ศ. 2556 และ 1,000 สาขาภายในอีก 5 ปีข้างหน้า
ร้านลอว์สัน 108 สาขาเอ็มโพริโอ เพลส คือหนึ่งในสาขาของร้านลอว์สัน 108 ที่ให้ความสำคัญกับการจำหน่าย “สินค้าที่มีคุณภาพและสดใหม่ในรูปแบบการตกแต่งร้านที่เน้นบรรยากาศที่  “สะดวกสบายและเป็นมิตร”  ต่อผู้มาใช้บริการ   ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของคอนเซปต์ร้านลอว์สัน 108 เพื่อสร้างความแตกต่างและเพื่อนำลอว์สัน 108 สู่ความเป็นผู้นำคอนวีเนียนท์สโตร์ในประเทศไทย
นอกจากนี้ ผู้บริโภคยังจะพบกับสินค้าที่มีคุณภาพซึ่งลอว์สัน 108 คัดสรรมาโดยเฉพาะเพื่อผู้บริโภคคนไทย ลอว์สัน 108 มีความเชี่ยวชาญในการคัดสรรวัตถุดิบจากประเทศญี่ปุ่นเพื่อมาจำหน่ายในร้านลอว์สัน 108   อาทิ วัตถุดิบคุณภาพเกรดพรีเมี่ยมจาก ฮอกไกโด ก็นำมาให้บริการที่ร้านลอว์สัน 108
บริษัทฯ ได้จัดเตรียมแผนที่จะนำเทคโนโลนยีที่ใช้ในร้านคอนวีเนียนท์สโตร์มาประยุต์ใช้กับธุรกิจในประเทศไทย โดยระบบดังกล่าวจะช่วยในการวิเคราห์ความต้องการของผู้บริโภคชาวไทยและนำไปต่อยอดเพื่อพัฒนาคุณภาพการบริการให้ตรงความต้องการของผู้บริโภคมากที่สุด
นายทาเคชิ นินามิ  CEO, representative director  บริษัท ลอว์สัน อิงค์  กล่าวว่า “ผมมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งกับการเริ่มต้นธุรกิจในประเทศไทย โดยทาง ลอว์สัน กรุ๊ป       ได้ร่วมทุนในธุรกิจร้านคอนวีเนียนท์สโตร์ ลอว์สัน 108 และพร้อมที่จะให้บริการสินค้าคุณภาพชั้นเลิศ และการบริการที่ดีที่สุดแก่ลูกค้าทุกท่านจากประสบการณ์ความสำเร็จในประเทศญี่ปุ่นและมุ่งหวังที่จะเป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทย ดังเช่นปรัชญาของเราที่ว่า “เราจะเป็นผู้สร้างความสุข และความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของทุกชุมชน”
ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีความโดดเด่นมากในภูมิภาคอาเซี่ยน โดยใน ปีพ.ศ. 2558 เราได้ตั้งเป้าหมายไว้ว่า เราจะวางตำแหน่งประเทศไทยให้เป็นศูนย์การขยายธุรกิจในภูมิภาคและและเรายังมีเป้าหมายที่จะจัดตั้งประเทศไทยให้เป็นศูนย์พัฒนาสินค้าสำหรับภูมิภาคอาเซียน ด้วยความร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจต่างๆ เรายังวางแผนที่จะสร้างศูนย์ฝึกอบรมเพื่อสนับสนุนการพัฒนาทักษะของพนักงานของเราและส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้วัฒนธรรมในภูมิภาคอันจะนำไปสู่การบริการที่ดีให้แก่ลูกค้าในอนาคต”
นายบุณยสิทธิ์ โชควัฒนา, ประธานเครือสหพัฒน์ กล่าวว่า “เครือสหพัฒน์มีบริษัทหลากหลายกลุ่มธุรกิจภายในเครือฯ รวมถึงบริษัทร่วมทุนกับญี่ปุ่นซึ่งมีความสัมพันธ์มาอย่างยาวนาน ครั้งนี้เครือฯได้เล็งเห็นความสำคัญของธุรกิจค้าปลีกที่เป็นทิศทางความต้องการของตลาด อีกทั้งบริษัทลอว์สันเป็นผู้มีประสบการณ์ธุรกิจคอนวีเนียนท์สโตร์ ในประเทศญี่ปุ่น เราจึงมั่นใจว่าร้านลอว์สัน 108 จะให้การบริการถูกใจผู้บริโภคชาวไทย”
“แผนความร่วมมือและธุรกิจของเราจะสร้างมิติใหม่ของร้านค้าคอนวีเนียนท์สโตร์ในประเทศไทยและสามารถสร้างความแตกต่างให้กับธุรกิจนี้ ในอนาคตเราจะกลายเป็นผู้นำที่ไม่มีใครเทียบได้ในกลุ่มธุรกิจนี้” คุณบุณยสิทธิ์ กล่าวเสริม
ร้านคอนวีเนียนท์สโตร์ลอว์สัน 108 จำหน่ายสินค้าที่สดใหม่ ใช้วัตถุดิบที่มีคุณภาพตามมาตรฐานสินค้าคุณภาพดีจากประเทศญี่ปุ่น
วันศุกร์ที่ 30 สิงหาคม 2013 -คอลัมน์ : ข่าวในประเทศ หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ

สหพัฒน์เปิดตัว LAWSON 108 เตรียมขยายสาขากว่า 50 แห่งทั่วไทย

alt

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันที่ 30 สิงหาคม 2556 นี้ นายบุณยสิทธิ์ โชควัฒนา ประธานเครือสหพัฒน์และ นายนินามิ ทาเคชิ ซีอีโอลอว์สันอิงค์ ร้านสะดวกซื้อรายใหญ่จากญี่ปุ่น จะประกาศความร่วมมือและเปิดให้บริการร้านสะดวกซื้อ LAWSON 108 ที่ซอยสุขุวิท 24 กรุงเทพฯ อย่างเป็นทางการ โดยมีแผนจะเปิดให้บริการสาขาอีกกว่า 50 สาขาประเทศไทยภายในปีนี้

ฐานเศรษฐกิจออนไลน์ วันที่ 24/8/56

‘บีมี-แฮปปี้’ระเบิดศึกชิงแชร์ชุดชั้นใน

ระเบิดศึกตลาดบราไฟติ้งแบรนด์   “ไอ.ซี.ซี.” โหมขยายจุดขาย “บีมี” ผ่านโลตัส-บิ๊กซีอีก 100 แห่ง หลังสาวๆแห่ซื้อชุดชั้นในเสริมเซ็กซี่  พร้อมปรับแผนเสริมพอร์ตสินค้าคอลเลกชันใหม่กระตุ้นตลาด

altหลังพบครึ่งแรกตลาดชะลอตัวจากภาวการณ์กำลังซื้อทรุด  ด้าน “ซาบีน่า” ไม่ยอมแพ้ คลอดไฟติ้งแบรนด์น้องใหม่ “แฮปปี้” ท้าชน แย่งแชร์ตั้งแต่วัยรุ่นยันสาวใหญ่ ชี้ตลาดบนห้างยังคงเติบโตต่อเนื่อง มั่นใจสิ้นปีโกยยอด 200 ล้าน
นายธรรมรัตน์ โชควัฒนา กรรมการผู้ช่วยผู้อำนวยการ และผู้อำนวยการผลิตภัณฑ์วาโก้ บริษัท ไอ.ซี.ซี. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ชุดชั้นในแบรนด์วาโก้ และ บีมี เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า แบรนด์ชุดชั้นในน้องใหม่อย่าง บีมี (B’me by Wacoal) ที่บริษัทเพิ่งเปิดตัว เจาะตลาดระดับล่างและขยายฐานลูกค้าของบริษัทให้กว้างยิ่งขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มเป้าหมายหลักที่เป็นวัยรุ่นและวัยทำงาน อายุตั้งแต่ 25-35 ปี โดยจะวางขายในราคาเฉลี่ย 300-500 บาท  ในช่องทางโลตัส บิ๊กซี และเซเว่นอีเลฟเว่น (เฉพาะกางเกงใน) ถือว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี  ทำให้บริษัทมีแผนขยายจุดจำหน่ายในโลตัสและบิ๊กซีให้ได้ 100 สาขาภายในสิ้นปีนี้
ทั้งนี้สำหรับการทำตลาดของบีมีนับจากนี้จะสื่อสารไปยังผู้บริโภคผ่านสื่อต่างๆด้วยงบประมาณทั้งสิ้น 30 ล้านบาท โดยมีตัวพรีเซนเตอร์อย่าง ปู- ไปรยา  ที่สะท้อนถึงความเซ็กซี่ และเรียบง่ายของแบรนด์ ในการสื่อสารกับกลุ่มเป้าหมาย
โดยกลยุทธ์การทำตลาดชุดชั้นในในครึ่งปีหลัง บริษัทมุ่งกระตุ้นตลาดให้มีการเติบโตอย่างต่อเนื่องโดยเตรียมเปิดตัววาโก้ คอลเลกชันใหม่ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคให้กลับมามีอารมณ์ในการจับจ่ายมากยิ่งขึ้น  ควบคู่กับการศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคเพื่อนำมาปรับเปลี่ยนวิธีการทำตลาดของวาโก้ให้ได้ผลตอบรับที่ดีที่สุด
ขณะเดียวกันจะขยายช่องทางการจำหน่ายสู่ดิสเคาต์สโตร์ เพื่อเป็นการขยายฐานของตลาดชุดชั้นในวาโก้ ให้ครอบคลุมในทุกช่องทางมากยิ่งขึ้น หลังจากที่ปัจจุบันวาโก้ถือเป็นผู้นำตลาดในช่องทางห้างสรรพสินค้าด้วยส่วนแบ่งตลาดกว่า 60% จากมูลค่าตลาดชุดชั้นในบนห้างทั้งสิ้น 6 พันล้านบาท โดยคาดการณ์ว่าจนถึงสิ้นปีมูลค่าตลาดรวมน่าจะเติบโตเพียงแค่ 1-2% เนื่องมาจากสภาวะเศรษฐกิจที่ยังไม่มีสัญญาณดีขึ้น ขณะที่ภาพรวมของวาโก้เองตั้งเป้าการเติบโตไว้ที่ 10%
“ภาพรวมตลาดชุดชั้นในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมานั้น มีอัตราการเติบโตเพียงตัวเลขหลักเดียวเท่านั้น จากปีที่ผ่านมาที่มีอัตราการเติบโตอยู่ที่ 10% โดยปัจจัยหลักมาจากผลกระทบในเรื่องกำลังซื้อที่ลดลงของผู้บริโภค จากนโยบายของภาครัฐไม่ว่าจะเป็น นโยบายรถยนตร์คันแรก  และค่าแรง 300 บาท ที่ช่วงชิงกำลังซื้อของผู้บริโภคไป ส่งผลกระทบให้ผู้คนส่วนหนึ่งตกงาน และรายได้ที่คาดว่าน่าจะได้รับไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง ทำให้กำลังซื้อลดลงอย่างเห็นได้ชัด”
อย่างไรก็ตามสำหรับเทรนด์การเลือกซื้อชุดชั้นในของผู้หญิงในยุคปัจจุบันนั้น ทุกเซ็กเมนต์ได้รับความนิยมอย่างทั่วถึง เนื่องจากชุดชั้นในแต่ละประเภทก็ถูกนำมาใช้ในโอกาสที่แตกต่างกันไป ขณะเดียวกันหากวัดตามจำนวนยอดขายแล้ว กลุ่มที่โดดเด่นมากที่สุด คือกลุ่มชุดชั้นในแบบเซ็กซี่ และแบบเก็บกระชับ กำลังเป็นกลุ่มที่มาแรงและได้รับความนิยมสูงสุด
ด้านนายอมรเทพ อสีปัญญา ผู้อำนวยการสายงานกลยุทธ์และพัฒนาธุรกิจ บริษัท ซาบีน่า จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตและจำหน่ายชุดชั้นในแบรนด์ ซาบีน่า เปิดเผยว่า  แนวโน้มตลาดชุดชั้นในผ่านช่องทางห้างค้าปลีกขนาดใหญ่หรือห้างไฮเปอร์มาร์เก็ตมีทิศทางที่ดีขึ้น บริษัทจึงเห็นโอกาสในการทำตลาดผ่านช่องทางดังกล่าว โดยล่าสุด “ซาบีน่า” ได้เปิดตัวชุดชั้นในใหม่ ภายใต้แบรนด์ แฮปปี้ ซึ่งมีจุดเด่นอยู่ที่ราคาขาย รูปแบบสินค้าที่หลากหลาย ทั้งชุดชั้นในแบบเบสิกและแฟชั่น สามารถรองรับความต้องการของลูกค้าได้ทุกกลุ่มตั้งแต่กลุ่มวัยรุ่นจนถึงวัยผู้ใหญ่
ส่วนแนวทางการทำตลาดนั้น บริษัทจะชูกลยุทธ์ด้านราคาและคุณภาพสินค้า ภายใต้แนวคิด ‘แฮปปี้  3  ราคาโดนใจ” โดยกำหนดราคาขายไว้ที่ 349 บาท 399 บาท และ 459 บาท วางจำหน่ายผ่านช่องทางห้างไฮเปอร์มาร์เก็ต ทั้งเทสโก้ โลตัส, บิ๊กซี, บิ๊กซี เอ็กซ์ตร้าและห้างแม็คโคร รวมกว่า 301 สาขาทั่วประเทศ ซึ่งเริ่มวางจำหน่ายตั้งแต่กลางเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา
“ห้างค้าปลีกขนาดใหญ่เป็นช่องทางขายที่มีอัตราการเติบโตที่ดี เนื่องจากเราพบว่า ลูกค้าในกลุ่มแมส นิยมเลือกซื้อสินค้า เราจึงพัฒนาชุดชั้นในแฮปปี้ เพื่อรองรับกลุ่มลูกค้าไฮเปอร์มาร์เก็ต   ที่ต้องการชุดชั้นในที่มีดีไซน์ล้ำสมัย คุณภาพที่คุ้มค่ากับราคา ซึ่งมั่นใจว่า การเปิดตัวชุดชั้นในครั้งนี้ จะประสบความสำเร็จและได้รับการตอบรับจากลูกค้ากลุ่มดังกล่าวอย่างแน่นอน”
โดยการเปิดตัวครั้งนี้ บริษัทได้จัดกิจกรรมเต็มรูปแบบทั้งการโฆษณาผ่านสื่อวิทยุ  กิจกรรมส่งเสริมการขาย ณ จุดขาย โดยจัดโปรโมชันส่งซื้อครบ 1 พันบาท รับฟรีกระเป๋าแฮปปี้แบ็ค (HaBpy Bag) มูลค่า 250 บาท เพื่อสร้างการรับรู้และกระตุ้นการซื้อ ซึ่งคาดว่าจะสามารถผลักดันยอดขายชุดชั้นในแบรนด์ แฮปปี้ ภายในสิ้นปีนี้ได้ 200 ล้านบาท

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 33 ฉบับที่ 2,858 วันที่  4  – 6   กรกฎาคม  พ.ศ. 2556

‘ดรักสโตร์’ญี่ปุ่นชูไทยรุกตลาดอาเซียน

กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ วันที่ 6 ก.ค. 2556
ดรักสโตร์ญี่ปุ่น”ซูรูฮะ”เดินหน้ารุกตลาดต่างประเทศ เชื่อมั่นเศรษฐกิจไทยยังแรงโหมขยายสาขา 100 แห่ง วางไทยฮับต่อยอดสู่ตลาดอาเซียน

มร.อาคิโอ ทาเคเสะ กรรมการบริหาร บริษัท ซูรูฮะ(ประเทศไทย) จำกัด บริษัทดรักสโตร์ยักษ์ใหญ่ติดอันดับ1ใน3 ของประเทศญี่ปุ่น เปิดเผยว่ายุทธศาสาตร์การดำเนินธุรกิจของบริษัทแม่ที่ญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับการขยายสาขา ซูรูฮะ(TSURUHA) ในต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยในปีที่ผ่านมาได้ร่วมทุนกับเครือสหพัฒน์เพื่อขยายสาขาในประเทศไทย เนื่องจากเชื่อมั่นในศักยภาพของไทย ที่มีการเติบโตทั้งด้านจำนวนประชากรและเศรษฐกิจ

นอกจากนี้ยังต้องการใช้ไทยเป็นศูนย์กลาง(ฮับ) เพื่อขยายธุรกิจไปในภูมิภาคอาเซียน โดยประเทศที่สนใจเข้าไปลงทุน ประกอบด้วย พม่า กัมพูชา เวียดนาม มาเลเซีย และอินโดนีเซีย สำหรับรูปแบบการขยายธุรกิจมีหลากหลายทั้งการใช้คอนเนคชั่นของเครือสหพัฒน์เพื่อเข้าไปลงทุนในภูมิภาคนี้, การร่วมลงทุน และการควบรวมกิจการ เป็นต้น

บริษัทแม่ที่ญี่ปุ่นตั้งเป้าจะขยายสาขาให้ครบ 2 หมื่นแห่งทั่วโลก แต่ไม่ได้กำหนดเวลาชัดเจนว่าเป็นเมื่อไร และเลือกขยายสาขามาไทยเป็นประเทศแรกในปีที่ผ่านมา เพราะเชื่อมั่นในเศรษฐกิจของไทยและความแข็งแรง ด้านการเป็นแหล่งทรัพยากร บุคลากรที่มีความสามารถ และระบบซัพพลายเชนที่ดี ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญในธุรกิจร้านค้าปลีก

“การตัดสินใจเลือกสหพัฒน์เป็นพาร์ทเนอร์ เพราะเชื่อมั่นในความสามารถและคอนเนคชั่น ที่จะสนับสนุนการขยายสาขาซูรูฮะให้เป็นไปตามเป้าหมายรุกขยายสาขาในต่างประเทศ” ทาเคเสะ กล่าว

สำหรับนโยบายการบุกตลาดอาเซียน จะดำเนินการหลังสร้างธุรกิจในไทยให้แข็งแกร่งก่อน ตามแผนที่วางไว้จะการขยายสาขาให้ได้ 100 สาขา ในอีก 2-3 ปีข้างหน้า จากปัจจุบันมีอยู่ 6 สาขา ในกรุงเทพฯ 4 สาขา ได้แก่ สาขาเกตเวย์ เอกมัย,ซีคอนสแควร์ สาขาศรีนครินทร์และบางแค,อาคารมิดทาวน์-อโศก และต่างจังหวัด 2 สาขา ที่นิคมสหพัฒน์ศรีราชา และเจพาร์ค ศรีราชา โดยเตรียมเปิดสาขาที่คอมมูนิตี้มอลล์พรอมเมนาดา เชียงใหม่ ในวันที่ 12 ก.ค.นี้ คาดว่าในเดือน เม.ย.2557 จะขยายสาขาให้ครบ 25 สาขา

น.ส.เบญจมาศ ต้องประสิทธิ์ กรรมการบริหาร บริษัท ซูรูฮะ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่าตลาดค้าปลีกดรักสโตร์ในไทยมีมูลค่าประมาณ 14,000-15,000 ล้านบาท เติบโตทุกปีๆละ 10-15% ตามเทรนด์การดูแลสุขภาพ
โดยสัดส่วนสินค้าในร้าน แบ่งเป็นสินค้านำเข้า จากญี่ปุ่น เกาหลี ยุโรป และอื่นๆ 30% และสินค้าในประเทศ 70% รวมกว่า 10,000 รายการ

“การลงทุนกับซูรูอะ นับเป็นการต่อยอดทางธุรกิจร่วมกัน โดยซูรูฮะ ได้นำสินค้าของเครือสหพัฒน์ อาทิ มาม่า ขนบขบเคี้ยว และสินค้าในเครือหลายรายการ ไปวางจำหน่ายในร้านที่ญี่ปุ่น ปัจจุบันมีอยู่กว่า 1,079 สาขา ขณะที่สินค้าของทางซูรูฮะ ได้นำมาจัดจำหน่ายผ่านช่องทางของเครือสหพัฒน์เช่นเดียวกัน ส่วนการขยายสาขาไปในอาเซียนนั้น จะเริ่มเห็นภาพในอีก 2-3ปีข้างหน้า” น.ส.เบญจมาศ กล่าว

สำหรับสาขาล่าสุดที่คอมมูนิตี้มอลล์ เจ-พาร์ค ศรีราชา พื้นที่ 1,000 ตร.ม. ใช้งบประมาณกว่า 20 ล้าน จัดทำเป็น “สาขาต้นแบบ” โดยจำลองต้นแบบจากญี่ปุ่น ทั้งเรื่องขนาดรวมถึงการบริการ ภายใต้คอนเซ็ปต์ One Stop Shopping นอกจากสินค้าใน หมวดยา อาหารเสริม เครื่องสำอาง ของใช้ส่วนตัว อุปกรณ์ทำความสะอาดเหมือนสาขาอื่นๆ แล้ว ยังได้เพิ่มมุมตรวจสุขภาพเบื้องต้น มุมตรวจสภาพผิวและให้คำปรึกษาด้านความงาม สินค้าหมวดอุปกรณ์การแพทย์ อุปกรณ์สำหรับดูแลผู้สูงอายุ ฯลฯ เพื่อรองรับไลฟ์สไตล์ลูกค้าทุกเพศทุกวัย โดยกลุ่มเป้าหมายหลัก คือลูกค้าทั้งไทยและญี่ปุ่นที่อาศัยอยู่ในพื้นที่โดยรอบ

7-Eleven กับ Makro

คอลัมน์ เรื่องราวกับความคิด
หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 24-26 มิถุนายน 2556

IMG_3894

เฮาส์แบรนด์บิ๊กซีโตทะลุ20%

“บิ๊กซี”  เผยยอดขายสินค้าเฮาส์แบรนด์โตทุกเดือน โดยเฉพาะมิถุนายนทำสถิติใหม่พุ่ง 15-20%  ชี้อานิสงส์เศรษฐกิจทรุด กำลังซื้อหด ฉุดผู้บริโภคลดซื้อสินค้าแบรนด์เนม  เผยอนาคตเตรียมออกสินค้าเพิ่มอีกกว่า 100 รายการ ขณะที่ตลาดสินค้าเฮาส์แบรนด์ส่งสัญญาณแข่งดุ หลังคู่แข่งอัดโปรโมชันลด แลก แจก แถม

alt    นางสาวผกาวดี  ว่องคงคาเทพ ผู้อำนวยการฝ่ายสินค้าเฮาส์แบรนด์  บริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) ผู้จัดจำหน่ายสินค้าเฮาส์แบรนด์ภายใต้ชื่อ บิ๊กซี , แฮปปี้บาท , บิ๊กซีพรีเมี่ยม และคาสิโน เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ยอดขายสินค้าเฮาส์แบรนด์ของบิ๊กซี ในช่วงที่ผ่านมามีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน โดยพบว่าในเดือนมิถุนายนมีการเติบโต 15-20% สูงสุดตั้งแต่วางจำหน่ายสินค้าเฮาส์แบรนด์ ซึ่งปัจจัยหลักมาจากภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซา ทำให้ผู้บริโภคเลือกซื้อสินค้าที่คุ้มค่า คุ้มราคา โดยสินค้าเฮาส์แบรนด์ถือเป็นทางเลือกใหม่ที่ผู้บริโภคเลือกซื้อแทนสินค้าเนชั่นแนลแบรนด์ หรือแบรนด์เนมที่วางขายทั่วไป
นอกจากนี้ผู้บริโภคยุคใหม่ มีความรู้ ความเข้าใจในสินค้าเฮาส์แบรนด์มากขึ้น ว่าเป็นสินค้าที่ผลิตโดยผู้ผลิตเดียวกันกับสินค้าเนชั่นแนล แบรนด์  มีคุณภาพที่ใกล้เคียงกัน แต่ราคาถูกกว่าเพราะไม่มีค่าการตลาด  ส่งผลให้สินค้าเฮาส์แบรนด์มียอดขายเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ขณะเดียวกันก็มีคู่แข่งซึ่งเป็นผู้ประกอบการค้าปลีกขยายไลน์สินค้ามากขึ้นเช่นกัน
อย่างไรก็ดี ปัจจุบันสินค้าเฮาส์แบรนด์ของบิ๊กซีมีวางจำหน่ายกว่า 2 พันรายการ  แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ได้แก่ สินค้าอุปโภค บริโภค  เช่น ข้าว , น้ำมันพืช , กระดาษชำระ เป็นต้น  และสินค้านอน ฟูด เช่น สินค้าพลาสติก  , อุปกรณ์สำหรับเด็ก   เป็นต้น  โดยในปีนี้บริษัทจะเพิ่มจำนวนสินค้าอีกกว่า 100 รายการ
“สินค้าเฮาส์แบรนด์ของบิ๊กซี มียอดขายเพิ่มขึ้นตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา ส่งผลให้ทุกเดือนมียอดขายสูงกว่าเป้าหมายที่วางไว้  โดยจุดเด่นของสินค้าเฮาส์แบรนด์บิ๊กซี คือมีคุณภาพที่ดี ผ่านการตรวจสอบและมีมาตรฐานตามที่หน่วยงานภาครัฐกำหนด เช่น GMP , HACCP เป็นต้น รวมทั้งมีความหลากหลาย สามารถรองรับความต้องการของลูกค้าได้ และมีราคาถูกกว่าเนชั่นแนล แบรนด์เฉลี่ย 10-15%” นางสาวผกาวดี กล่าวและว่า
ในอนาคตเชื่อว่าสินค้าเฮาส์แบรนด์จะมีการแข่งขันที่รุนแรงมากขึ้น โดยเห็นจากปัจจุบันที่คู่แข่งเริ่มมีการทำกิจกรรมการตลาด ส่งเสริมการขาย ลด แลก แจก แถมเพื่อกระตุ้นให้ลูกค้าสนใจ เกิดการทดลองใช้ และซื้อซ้ำ
ขณะที่กลยุทธ์การทำตลาดของสินค้าเฮาส์แบรนด์บิ๊กซีในช่วงที่ผ่านมา จะเน้นการให้ความรู้ และสร้างความเข้าใจในตัวผลิตภัณฑ์  ด้วยการทดลองชิม รวมทั้งการโฆษณา ประชาสัมพันธ์ การลด แลก แจก แถมตามความเหมาะสม  เพราะสินค้าเฮาส์แบรนด์ทั้ง 4 แบรนด์มีโพสิชันนิงที่แตกต่างกัน
นางสาวผกาวดี กล่าวเพิ่มเติมว่า  สินค้าเฮาส์แบรนด์เป็นที่นิยมในต่างประเทศโดยเฉพาะแถบยุโรป  ที่สินค้าเฮาส์แบรนด์จะมีสัดส่วนราว 50-60% ของสินค้าทั้งหมด ขณะที่คนไทยและคนเอเชียยังยึดติดกับแบรนด์  ทำให้ต้องใช้เวลาในการสร้างแบรนด์และการยอมรับนานพอควร  โดยสินค้าเฮาส์แบรนด์ที่คนไทยนิยม และมียอดขายดีส่วนใหญ่ยังเป็นสินค้าประเภทคอมมิวนิตี เช่น ข้าวสาร  น้ำตาล  น้ำมันพืช เป็นหลัก
“ช่วงไฮซีซันของสินค้าเฮาส์แบรนด์คือในช่วงสิ้นไตรมาส 3 และตลอดไตรมาส 4  ทำให้การแข่งขันค่อนข้างสูง และสินค้าทั้งเฮาส์แบรนด์และเนชั่นแนล แบรนด์ต่างอัดโปรโมชันเพื่อกระตุ้นยอดขาย ทั้งนี้คาดว่าจนถึงสิ้นปีสินค้าเฮาส์แบรนด์บิ๊กซีจะมีการเติบโต 5-10%”

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 33 ฉบับที่ 2,855 วันที่  23 – 26  มิถุนายน พ.ศ. 2556

ปรับ “108 ช็อป” เป็น “ลอว์สัน” สหพัฒน์ชิมลางคอมมูนิตี้มอลล์ บาทผันผวนชะลอลงทุน ตปท.

สหพัฒน์จับ 108 ช็อปแปลงโฉมเป็นลอว์สัน 108 หลังร่วมทุนกับญี่ปุ่น ลั่นทำให้ได้ 50 สาขาภายในสิ้นปี ชูจุดขายอาหารสไตล์ญี่ปุ่นจับกลุ่มคนรุ่นใหม่ เผยชะลอลงทุนต่างประเทศเหตุค่าเงินผันผวน พร้อมผุดคอมมูนิตี้มอลล์ เจ พาร์ค ย่านศรีราชา

นายเวทิต โชควัฒนา กรรมการ บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงความคืบหน้าของร้านสะดวกซื้อลอว์สัน 108 หลังจากร่วมลงทุนกับบริษัท ลอว์สัน อิงค์ ประเทศญี่ปุ่น ว่าขณะนี้อยู่ระหว่างการปรับเปลี่ยนรูปแบบร้าน 108 ช็อปเดิมที่มีอยู่ ให้เป็นร้านลอว์สัน 108 ตั้งเป้าปรับเปลี่ยนให้ได้ 50 สาขาภายในสิ้นปีนี้ แบ่งเป็นสาขาเปิดใหม่ประมาณ 20 สาขา และสาขาที่ปรับเปลี่ยนจาก 108 ช็อป อีกประมาณ 30 สาขา ซึ่งจะพิจารณาจาก 108 ช็อปสาขาที่มีศักยภาพโดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพฯ พื้นที่อย่างน้อย 100 ตร.ม. หลังจากช่วงที่ผ่านมาได้เปิดให้บริการร้านลอว์สัน 108 ไปแล้ว 3 สาขา

นายเวทิตกล่าวว่า ปัจจุบันมีร้าน 108 ช็อป อยู่ 600 สาขาทั่วประเทศ แบ่งเป็นสาขาที่บริษัทลงทุนเอง 300 สาขา และสาขาร้านแฟรนไชส์ 300 สาขา โดยสาขาที่ลงทุนเอง 300 สาขานั้น จะพิจารณาปรับให้เป็นร้านลอว์สัน เน้นจับกลุ่มลูกค้าที่เป็นคนรุ่นใหม่อาศัยกลยุทธ์การสร้างความแตกต่างจากคู่แข่ง โดยนำสินค้าประเภทอาหาร หรือลอว์สัน ออริจินัล โปรดักท์ ซึ่งเป็นสินค้าที่มีจำหน่ายเฉพาะร้านลอว์สัน 108 เท่านั้น ขณะเดียวกันจะคัดเลือกสินค้าในเครือสหพัฒน์ที่ไม่มีศักยภาพในช่องทางดังกล่าวที่มีอยู่ประมาณ 500 เอสเคยู เข้าไปเสริมด้วย ขณะที่สัดส่วนสินค้ายังคงให้ความสำคัญกับสินค้าบริโภค หรืออาหาร 70% ส่วนที่เหลืออีก 30% เป็นสินค้าอุปโภคหรือของใช้ที่ผลิตในประเทศไทย โดยสินค้าในกลุ่มอาหารจะทำการปรับปรุงรสชาติจากอาหารสไตล์ญี่ปุ่นมาเป็นรสชาติจัดจ้านเพื่อให้เหมาะกับคนไทย

นายบุณยสิทธิ์โชควัฒนา ประธานเครือสหพัฒน์ กล่าวว่า ปีนี้เครือสหพัฒน์มีแผนที่จะชะลอการลงทุนโครงการในต่างประเทศออกไปก่อน เพราะสถานการณ์ค่าเงินยังมีความผันผวน แต่การลงทุนนิคมอุตสาหกรรมที่เมียนมาร์ ยังเดินหน้าต่อไป ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการหาที่ดินอยู่ แต่เนื่องจากกฎหมายของประเทศเมียนมาร์ไม่แน่นอน จึงยังไม่มีความคืบหน้า

นายบุณยสิทธิ์กล่าวว่า ส่วนในประเทศจะมีการลงทุนโครงการคอมมูนิตี้มอลล์ ภายใต้ชื่อ “เจ พาร์ค ช็อปปิ้งมอลล์” ซึ่งจะดำเนินการบริหารโดย บริษัท สหพัฒนาอินเตอร์โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) ใช้งบลงทุนประมาณ 300 ล้านบาท แบ่งเป็น 2 เฟส บนเนื้อที่ 22 ไร่ ซึ่งติดสวนเสือศรีราชา เฟสแรกจะใช้พื้นที่ 10 ไร่ พัฒนาเป็นคอมมูนิตี้มอลล์ สไตล์ญี่ปุ่น เปิดตัวอย่างเป็นทางการในปลายปีนี้ ส่วนเฟส 2 จะพัฒนาเป็นคอนโดมิเนียม ในรูปแบบเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ นอกจากนี้ ยังมีที่ดินบริษัทนิคมอุตสาหกรรมจังหวัดลำพูนอีก 1,000 ไร่ ซึ่งยังมีพื้นที่เหลือสำหรับการพัฒนาเป็นคอมมูนิตี้มอลล์ต่อไปในอนาคตด้วย แต่จะรอดูความสำเร็จโครงการแรกก่อน เพราะสหพัฒน์ยังไม่ชำนาญในธุรกิจนี้

สหพัฒน์เร่งสปีดลอว์สัน 108

สหพัฒน์  รุกคืบค้าปลีกไซซ์เล็ก  เดินหน้าขยายสาขาลอว์สัน 108 ต่อเนื่อง หลังชิมราง 3 เดือนกระแสตอบรับดีเกินคาด  ตั้งเป้าเปิดครบ 50 สาขาในสิ้นปี  เผยเตรียมเพิ่มสัดส่วนอาหารให้ได้ 70% หวังเบียดแชร์คู่แข่ง  ขณะที่ “มาม่า” วืดเป้า ยอดขายโตแค่ 10% เหตุจากกำลังซื้อหด

นายเวทิต โชควัฒนา กรรมการ บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ความคืบหน้าการรีโนเวตร้านลอว์สัน 108 ภายหลังการร่วมมือกับลอว์สันตั้งบริษัทใหม่ “สหลอว์สัน” ว่า ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมาบริษัทได้รีโนเวตร้าน 108 ช็อป ให้เป็น ลอว์สัน 108 ไปแล้วทั้งสิ้น 8 สาขา และได้รับผลตอบรับที่ดีจากผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง โดยแผนการดำเนินงานนับจากนี้คือการมุ่งขยายสาขาของลอว์สัน 108 ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบของการรีโนเวต และการสร้างใหม่ให้ครบ 50  สาขาในสิ้นปี ผ่านการลงทุนสำหรับการรีโนเวตอยู่ที่ 2 ล้านบาทต่อสาขา และสำหรับการเปิดสาขาใหม่ที่มีขนาด 100 ตร.ม.ขึ้นไป 5 ล้านบาทต่อสาขา โดยวางเป้าหมายการขยายสาขาให้ครบ 200 สาขาในปี 2557
“ลอว์สัน 108 ทั้ง 50 สาขาจะอยู่ในกรุงเทพฯทั้งหมด โดยเริ่มจากชานเมืองเข้าหาในเมืองเพื่อเป็นการศึกษาทำเลและศักยภาพของพื้นที่นั้นๆ ถึงแม้การแข่งขันจะสูงขึ้นในปัจจุบันแต่มองว่าไร้ปัญหาเรื่องโลเกชันอย่างแน่นอน เนื่องจากหากเทียบอัตราประชากรต่อพื้นที่สำหรับคอนวีเนียนสโตร์ในประเทศไทยยังน้อยเมื่อเทียบกับญี่ปุ่นและเกาหลีใต้”
ทั้งนี้สำหรับการปรับปรุงร้าน 108 ช็อปส่วนที่เหลือภายใต้การลงทุนของบริษัทอีกกว่า 300 สาขานั้น เบื้องต้นบริษัทจะดูศักยภาพของทำเลที่ตั้งของ 108 ช็อปในสาขานั้นๆหากมีความเหมาะสมและสามารถสร้างการเติบได้ จึงจะทยอยปรับให้เป็นลอว์สัน 108 อย่างไรก็ตามศักยภาพของ 108 ช็อปสาขาไหนยังไม่เพียงพอบริษัทก็จะทำตลาดภายใต้แบรนด์ 108 ช็อปต่อไป
“โมเดลการทำตลาดสำหรับบริษัทประกอบไปด้วย 2 โมเดลหลักคือ ร้านคอนวีเนียนสโตร์ภายใต้แบรนด์ ลอว์สัน 108 และ 108 ช็อป โดยในอนาคตจะมีรูปแบบของโมเดลในเมืองและชานเมืองเข้ามาทำตลาดร่วมด้วย ซึ่งจะแตกต่างจากลอว์สัน ญี่ปุ่น ที่มี 3 โมเดลหลักในการทำตลาดคือ 1. ลอว์สัน 100 เยน (สีเขียว) 2.ลอว์สัน เนอเชอรัล (สีขาว) ขายสินค้าสำหรับผู้หญิง 3.ลอว์สัน (สีฟ้า) ที่มีโมเดลแตกต่างกันออกไปตามพื้นที่ ซึ่งรูปแบบการทำตลาดสำหรับไทยและญี่ปุ่นนั้นมีความเป็นไปได้ทั้งแตกต่างกันและรูปแบบเดียวกันขึ้นอยู่ที่ความต้องการของตลาด”
ขณะที่จุดแข็งของการทำตลาดสำหรับลอว์สัน 108 นับจากนี้คือการบริหารจัดการความเหมาะสมของสินค้าภายในร้าน โดยจะเน้นการสัดส่วนอาหารภายในร้าน 70% ใกล้เคียงกับกลุ่มร้านสะดวกซื้อที่อื่น แต่ที่แตกต่างคือบริษัทจะพยายามปรับสัดส่วนอาหารพร้อมทาน (รีดดี้ ทู อีด) เข้าไปในร้านมากกว่าปกติเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค
“รูปแบบการดำเนินงานของลอว์สัน 108 ขณะนี้อยู่ระหว่างการปรับเปลี่ยนสินค้าภายในร้าน พร้อมๆกับการพัฒนาคุณภาพภายใน เพื่อรองรับการแข่งขันที่สูงในตลาดปัจจุบัน โดยในช่วง 2 ปีแรก การขยายสาขาจะเป็นรูปแบบการลงทุนเองของบริษัทก่อน หลังจากนั้นเมื่อแบรนด์มีความแข็งแกร่งมากขึ้นจึงจะมีการขยายสาขาในรูปแบบแฟรนไชส์ต่อไป”
นายเวทิต  กล่าวอีกว่า สำหรับภาพรวมตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมามีอัตราการเติบโตโดยรวม 10% ซึ่งหากเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา พบว่ามีการเติบโตของตลาดที่ดีกว่าเนื่องจากมีปรากฏการณ์น้ำท่วมเข้ามาเกี่ยวข้อง ขณะที่ภาพรวมการเติบโตของมาม่าในครึ่งปีแรกมีอัตราการเติบโต 10% ลดลงจากเป้าที่คาดการณ์ไว้ที่15 % ทั้งนี้เป็นผลมาจากกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ลดลงอย่างเห็นได้ชัด
“เราหวังว่าในครึ่งปีแรกสำหรับมาม่าจะสามารถสร้างการเติบโตได้มากกว่านี้ แต่สืบเนื่องจากกำลังซื้อของผู้บริโภคไม่ค่อยดีนัก ประกอบกับปัจจัยลบหลายอย่างที่เข้ามาทำให้การเติบโตสำหรับมาม่าลดลงเล็กน้อย”
ขณะที่แนวโน้มการเติบโตของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปในปัจจุบัน พบว่าบรรจุภัณฑ์ที่ได้รับความนิยมและมีอัตราการเติบโตที่สูงอย่างต่อเนื่อง คือแบบถ้วย (คัพ) ที่บริษัทสามารถสร้างการเติบโตได้ถึง 30% ขณะที่แบบซอง มีอัตราการเติบโตไม่ถึง 5%ทั้งนี้เป็นผลมาจากไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปนิยมความสะดวก สบาย และรวดเร็วมากยิ่งขึ้น
ด้านภาพรวมในช่วงครึ่งปีหลัง มองว่าการเติบโตจะยังคงที่ใกล้เคียงกับช่วงครึ่งปีแรกที่ 10% ซึ่งบริษัทมีแผนในการเปิดตัวสินค้ามาม่ารสชาติใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในรูปแบบถ้วย ที่กำลังเป็นที่นิยมของตลาด ควบคู่กับการดำเนินกิจกรรมทางการตลาดอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตามสำหรับภาพรวมตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปตลอดทั้งปีมองว่าจะเติบโตที่ 10% จากมูลค่าตลาดรวม 1.2 หมื่นล้านบาทโดยมาม่าครองส่วนแบ่งทางการตลาดเป็นอันดับ 1 กว่า 50%  แบ่งเป็นตลาดแบบถ้วย 20% และแบบซอง 80% โดยในส่วนของมาม่าเอง มีสัดส่วนแบบถ้วยในท้องตลาด 25% ซึ่งในอนาคตมองว่าสัดส่วนการทำตลาดรูปแบบถ้วย และแบบซองของมาม่าจะใกล้เคียงกันที่ 50:50

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 33 ฉบับที่ 2,854 วันที่  20 – 22  มิถุนายน พ.ศ. 2556

ปรับ “108 ช็อป” เป็น “ลอว์สัน” สหพัฒน์ชิมลางคอมมูนิตี้มอลล์ บาทผันผวนชะลอลงทุน ตปท.

ประชาชาติธุรกิจออนไลน์ 19 มิ.ย. 2556

สหพัฒน์จับ 108 ช็อปแปลงโฉมเป็นลอว์สัน 108 หลังร่วมทุนกับญี่ปุ่น ลั่นทำให้ได้ 50 สาขาภายในสิ้นปี ชูจุดขายอาหารสไตล์ญี่ปุ่นจับกลุ่มคนรุ่นใหม่ เผยชะลอลงทุนต่างประเทศเหตุค่าเงินผันผวน พร้อมผุดคอมมูนิตี้มอลล์ เจ พาร์ค ย่านศรีราชา

นายเวทิต โชควัฒนา กรรมการ บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงความคืบหน้าของร้านสะดวกซื้อลอว์สัน 108 หลังจากร่วมลงทุนกับบริษัท ลอว์สัน อิงค์ ประเทศญี่ปุ่น ว่าขณะนี้อยู่ระหว่างการปรับเปลี่ยนรูปแบบร้าน 108 ช็อปเดิมที่มีอยู่ ให้เป็นร้านลอว์สัน 108 ตั้งเป้าปรับเปลี่ยนให้ได้ 50 สาขาภายในสิ้นปีนี้ แบ่งเป็นสาขาเปิดใหม่ประมาณ 20 สาขา และสาขาที่ปรับเปลี่ยนจาก 108 ช็อป อีกประมาณ 30 สาขา ซึ่งจะพิจารณาจาก 108 ช็อปสาขาที่มีศักยภาพโดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพฯ พื้นที่อย่างน้อย 100 ตร.ม. หลังจากช่วงที่ผ่านมาได้เปิดให้บริการร้านลอว์สัน 108 ไปแล้ว 3 สาขา

นายเวทิตกล่าวว่า ปัจจุบันมีร้าน 108 ช็อป อยู่ 600 สาขาทั่วประเทศ แบ่งเป็นสาขาที่บริษัทลงทุนเอง 300 สาขา และสาขาร้านแฟรนไชส์ 300 สาขา โดยสาขาที่ลงทุนเอง 300 สาขานั้น จะพิจารณาปรับให้เป็นร้านลอว์สัน เน้นจับกลุ่มลูกค้าที่เป็นคนรุ่นใหม่อาศัยกลยุทธ์การสร้างความแตกต่างจากคู่แข่ง โดยนำสินค้าประเภทอาหาร หรือลอว์สัน ออริจินัล โปรดักท์ ซึ่งเป็นสินค้าที่มีจำหน่ายเฉพาะร้านลอว์สัน 108 เท่านั้น ขณะเดียวกันจะคัดเลือกสินค้าในเครือสหพัฒน์ที่ไม่มีศักยภาพในช่องทางดังกล่าวที่มีอยู่ประมาณ 500 เอสเคยู เข้าไปเสริมด้วย ขณะที่สัดส่วนสินค้ายังคงให้ความสำคัญกับสินค้าบริโภค หรืออาหาร 70% ส่วนที่เหลืออีก 30% เป็นสินค้าอุปโภคหรือของใช้ที่ผลิตในประเทศไทย โดยสินค้าในกลุ่มอาหารจะทำการปรับปรุงรสชาติจากอาหารสไตล์ญี่ปุ่นมาเป็นรสชาติจัดจ้านเพื่อให้เหมาะกับคนไทย

นายบุณยสิทธิ์โชควัฒนา ประธานเครือสหพัฒน์ กล่าวว่า ปีนี้เครือสหพัฒน์มีแผนที่จะชะลอการลงทุนโครงการในต่างประเทศออกไปก่อน เพราะสถานการณ์ค่าเงินยังมีความผันผวน แต่การลงทุนนิคมอุตสาหกรรมที่เมียนมาร์ ยังเดินหน้าต่อไป ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการหาที่ดินอยู่ แต่เนื่องจากกฎหมายของประเทศเมียนมาร์ไม่แน่นอน จึงยังไม่มีความคืบหน้า

นายบุณยสิทธิ์กล่าวว่า ส่วนในประเทศจะมีการลงทุนโครงการคอมมูนิตี้มอลล์ ภายใต้ชื่อ “เจ พาร์ค ช็อปปิ้งมอลล์” ซึ่งจะดำเนินการบริหารโดย บริษัท สหพัฒนาอินเตอร์โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) ใช้งบลงทุนประมาณ 300 ล้านบาท แบ่งเป็น 2 เฟส บนเนื้อที่ 22 ไร่ ซึ่งติดสวนเสือศรีราชา เฟสแรกจะใช้พื้นที่ 10 ไร่ พัฒนาเป็นคอมมูนิตี้มอลล์ สไตล์ญี่ปุ่น เปิดตัวอย่างเป็นทางการในปลายปีนี้ ส่วนเฟส 2 จะพัฒนาเป็นคอนโดมิเนียม ในรูปแบบเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ นอกจากนี้ ยังมีที่ดินบริษัทนิคมอุตสาหกรรมจังหวัดลำพูนอีก 1,000 ไร่ ซึ่งยังมีพื้นที่เหลือสำหรับการพัฒนาเป็นคอมมูนิตี้มอลล์ต่อไปในอนาคตด้วย แต่จะรอดูความสำเร็จโครงการแรกก่อน เพราะสหพัฒน์ยังไม่ชำนาญในธุรกิจนี้

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.