Category Archives: Convenient Store

‘บีมี-แฮปปี้’ระเบิดศึกชิงแชร์ชุดชั้นใน

ระเบิดศึกตลาดบราไฟติ้งแบรนด์   “ไอ.ซี.ซี.” โหมขยายจุดขาย “บีมี” ผ่านโลตัส-บิ๊กซีอีก 100 แห่ง หลังสาวๆแห่ซื้อชุดชั้นในเสริมเซ็กซี่  พร้อมปรับแผนเสริมพอร์ตสินค้าคอลเลกชันใหม่กระตุ้นตลาด

altหลังพบครึ่งแรกตลาดชะลอตัวจากภาวการณ์กำลังซื้อทรุด  ด้าน “ซาบีน่า” ไม่ยอมแพ้ คลอดไฟติ้งแบรนด์น้องใหม่ “แฮปปี้” ท้าชน แย่งแชร์ตั้งแต่วัยรุ่นยันสาวใหญ่ ชี้ตลาดบนห้างยังคงเติบโตต่อเนื่อง มั่นใจสิ้นปีโกยยอด 200 ล้าน
นายธรรมรัตน์ โชควัฒนา กรรมการผู้ช่วยผู้อำนวยการ และผู้อำนวยการผลิตภัณฑ์วาโก้ บริษัท ไอ.ซี.ซี. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ชุดชั้นในแบรนด์วาโก้ และ บีมี เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า แบรนด์ชุดชั้นในน้องใหม่อย่าง บีมี (B’me by Wacoal) ที่บริษัทเพิ่งเปิดตัว เจาะตลาดระดับล่างและขยายฐานลูกค้าของบริษัทให้กว้างยิ่งขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มเป้าหมายหลักที่เป็นวัยรุ่นและวัยทำงาน อายุตั้งแต่ 25-35 ปี โดยจะวางขายในราคาเฉลี่ย 300-500 บาท  ในช่องทางโลตัส บิ๊กซี และเซเว่นอีเลฟเว่น (เฉพาะกางเกงใน) ถือว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี  ทำให้บริษัทมีแผนขยายจุดจำหน่ายในโลตัสและบิ๊กซีให้ได้ 100 สาขาภายในสิ้นปีนี้
ทั้งนี้สำหรับการทำตลาดของบีมีนับจากนี้จะสื่อสารไปยังผู้บริโภคผ่านสื่อต่างๆด้วยงบประมาณทั้งสิ้น 30 ล้านบาท โดยมีตัวพรีเซนเตอร์อย่าง ปู- ไปรยา  ที่สะท้อนถึงความเซ็กซี่ และเรียบง่ายของแบรนด์ ในการสื่อสารกับกลุ่มเป้าหมาย
โดยกลยุทธ์การทำตลาดชุดชั้นในในครึ่งปีหลัง บริษัทมุ่งกระตุ้นตลาดให้มีการเติบโตอย่างต่อเนื่องโดยเตรียมเปิดตัววาโก้ คอลเลกชันใหม่ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคให้กลับมามีอารมณ์ในการจับจ่ายมากยิ่งขึ้น  ควบคู่กับการศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคเพื่อนำมาปรับเปลี่ยนวิธีการทำตลาดของวาโก้ให้ได้ผลตอบรับที่ดีที่สุด
ขณะเดียวกันจะขยายช่องทางการจำหน่ายสู่ดิสเคาต์สโตร์ เพื่อเป็นการขยายฐานของตลาดชุดชั้นในวาโก้ ให้ครอบคลุมในทุกช่องทางมากยิ่งขึ้น หลังจากที่ปัจจุบันวาโก้ถือเป็นผู้นำตลาดในช่องทางห้างสรรพสินค้าด้วยส่วนแบ่งตลาดกว่า 60% จากมูลค่าตลาดชุดชั้นในบนห้างทั้งสิ้น 6 พันล้านบาท โดยคาดการณ์ว่าจนถึงสิ้นปีมูลค่าตลาดรวมน่าจะเติบโตเพียงแค่ 1-2% เนื่องมาจากสภาวะเศรษฐกิจที่ยังไม่มีสัญญาณดีขึ้น ขณะที่ภาพรวมของวาโก้เองตั้งเป้าการเติบโตไว้ที่ 10%
“ภาพรวมตลาดชุดชั้นในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมานั้น มีอัตราการเติบโตเพียงตัวเลขหลักเดียวเท่านั้น จากปีที่ผ่านมาที่มีอัตราการเติบโตอยู่ที่ 10% โดยปัจจัยหลักมาจากผลกระทบในเรื่องกำลังซื้อที่ลดลงของผู้บริโภค จากนโยบายของภาครัฐไม่ว่าจะเป็น นโยบายรถยนตร์คันแรก  และค่าแรง 300 บาท ที่ช่วงชิงกำลังซื้อของผู้บริโภคไป ส่งผลกระทบให้ผู้คนส่วนหนึ่งตกงาน และรายได้ที่คาดว่าน่าจะได้รับไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง ทำให้กำลังซื้อลดลงอย่างเห็นได้ชัด”
อย่างไรก็ตามสำหรับเทรนด์การเลือกซื้อชุดชั้นในของผู้หญิงในยุคปัจจุบันนั้น ทุกเซ็กเมนต์ได้รับความนิยมอย่างทั่วถึง เนื่องจากชุดชั้นในแต่ละประเภทก็ถูกนำมาใช้ในโอกาสที่แตกต่างกันไป ขณะเดียวกันหากวัดตามจำนวนยอดขายแล้ว กลุ่มที่โดดเด่นมากที่สุด คือกลุ่มชุดชั้นในแบบเซ็กซี่ และแบบเก็บกระชับ กำลังเป็นกลุ่มที่มาแรงและได้รับความนิยมสูงสุด
ด้านนายอมรเทพ อสีปัญญา ผู้อำนวยการสายงานกลยุทธ์และพัฒนาธุรกิจ บริษัท ซาบีน่า จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตและจำหน่ายชุดชั้นในแบรนด์ ซาบีน่า เปิดเผยว่า  แนวโน้มตลาดชุดชั้นในผ่านช่องทางห้างค้าปลีกขนาดใหญ่หรือห้างไฮเปอร์มาร์เก็ตมีทิศทางที่ดีขึ้น บริษัทจึงเห็นโอกาสในการทำตลาดผ่านช่องทางดังกล่าว โดยล่าสุด “ซาบีน่า” ได้เปิดตัวชุดชั้นในใหม่ ภายใต้แบรนด์ แฮปปี้ ซึ่งมีจุดเด่นอยู่ที่ราคาขาย รูปแบบสินค้าที่หลากหลาย ทั้งชุดชั้นในแบบเบสิกและแฟชั่น สามารถรองรับความต้องการของลูกค้าได้ทุกกลุ่มตั้งแต่กลุ่มวัยรุ่นจนถึงวัยผู้ใหญ่
ส่วนแนวทางการทำตลาดนั้น บริษัทจะชูกลยุทธ์ด้านราคาและคุณภาพสินค้า ภายใต้แนวคิด ‘แฮปปี้  3  ราคาโดนใจ” โดยกำหนดราคาขายไว้ที่ 349 บาท 399 บาท และ 459 บาท วางจำหน่ายผ่านช่องทางห้างไฮเปอร์มาร์เก็ต ทั้งเทสโก้ โลตัส, บิ๊กซี, บิ๊กซี เอ็กซ์ตร้าและห้างแม็คโคร รวมกว่า 301 สาขาทั่วประเทศ ซึ่งเริ่มวางจำหน่ายตั้งแต่กลางเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา
“ห้างค้าปลีกขนาดใหญ่เป็นช่องทางขายที่มีอัตราการเติบโตที่ดี เนื่องจากเราพบว่า ลูกค้าในกลุ่มแมส นิยมเลือกซื้อสินค้า เราจึงพัฒนาชุดชั้นในแฮปปี้ เพื่อรองรับกลุ่มลูกค้าไฮเปอร์มาร์เก็ต   ที่ต้องการชุดชั้นในที่มีดีไซน์ล้ำสมัย คุณภาพที่คุ้มค่ากับราคา ซึ่งมั่นใจว่า การเปิดตัวชุดชั้นในครั้งนี้ จะประสบความสำเร็จและได้รับการตอบรับจากลูกค้ากลุ่มดังกล่าวอย่างแน่นอน”
โดยการเปิดตัวครั้งนี้ บริษัทได้จัดกิจกรรมเต็มรูปแบบทั้งการโฆษณาผ่านสื่อวิทยุ  กิจกรรมส่งเสริมการขาย ณ จุดขาย โดยจัดโปรโมชันส่งซื้อครบ 1 พันบาท รับฟรีกระเป๋าแฮปปี้แบ็ค (HaBpy Bag) มูลค่า 250 บาท เพื่อสร้างการรับรู้และกระตุ้นการซื้อ ซึ่งคาดว่าจะสามารถผลักดันยอดขายชุดชั้นในแบรนด์ แฮปปี้ ภายในสิ้นปีนี้ได้ 200 ล้านบาท

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 33 ฉบับที่ 2,858 วันที่  4  – 6   กรกฎาคม  พ.ศ. 2556

‘ดรักสโตร์’ญี่ปุ่นชูไทยรุกตลาดอาเซียน

กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ วันที่ 6 ก.ค. 2556
ดรักสโตร์ญี่ปุ่น”ซูรูฮะ”เดินหน้ารุกตลาดต่างประเทศ เชื่อมั่นเศรษฐกิจไทยยังแรงโหมขยายสาขา 100 แห่ง วางไทยฮับต่อยอดสู่ตลาดอาเซียน

มร.อาคิโอ ทาเคเสะ กรรมการบริหาร บริษัท ซูรูฮะ(ประเทศไทย) จำกัด บริษัทดรักสโตร์ยักษ์ใหญ่ติดอันดับ1ใน3 ของประเทศญี่ปุ่น เปิดเผยว่ายุทธศาสาตร์การดำเนินธุรกิจของบริษัทแม่ที่ญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับการขยายสาขา ซูรูฮะ(TSURUHA) ในต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยในปีที่ผ่านมาได้ร่วมทุนกับเครือสหพัฒน์เพื่อขยายสาขาในประเทศไทย เนื่องจากเชื่อมั่นในศักยภาพของไทย ที่มีการเติบโตทั้งด้านจำนวนประชากรและเศรษฐกิจ

นอกจากนี้ยังต้องการใช้ไทยเป็นศูนย์กลาง(ฮับ) เพื่อขยายธุรกิจไปในภูมิภาคอาเซียน โดยประเทศที่สนใจเข้าไปลงทุน ประกอบด้วย พม่า กัมพูชา เวียดนาม มาเลเซีย และอินโดนีเซีย สำหรับรูปแบบการขยายธุรกิจมีหลากหลายทั้งการใช้คอนเนคชั่นของเครือสหพัฒน์เพื่อเข้าไปลงทุนในภูมิภาคนี้, การร่วมลงทุน และการควบรวมกิจการ เป็นต้น

บริษัทแม่ที่ญี่ปุ่นตั้งเป้าจะขยายสาขาให้ครบ 2 หมื่นแห่งทั่วโลก แต่ไม่ได้กำหนดเวลาชัดเจนว่าเป็นเมื่อไร และเลือกขยายสาขามาไทยเป็นประเทศแรกในปีที่ผ่านมา เพราะเชื่อมั่นในเศรษฐกิจของไทยและความแข็งแรง ด้านการเป็นแหล่งทรัพยากร บุคลากรที่มีความสามารถ และระบบซัพพลายเชนที่ดี ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญในธุรกิจร้านค้าปลีก

“การตัดสินใจเลือกสหพัฒน์เป็นพาร์ทเนอร์ เพราะเชื่อมั่นในความสามารถและคอนเนคชั่น ที่จะสนับสนุนการขยายสาขาซูรูฮะให้เป็นไปตามเป้าหมายรุกขยายสาขาในต่างประเทศ” ทาเคเสะ กล่าว

สำหรับนโยบายการบุกตลาดอาเซียน จะดำเนินการหลังสร้างธุรกิจในไทยให้แข็งแกร่งก่อน ตามแผนที่วางไว้จะการขยายสาขาให้ได้ 100 สาขา ในอีก 2-3 ปีข้างหน้า จากปัจจุบันมีอยู่ 6 สาขา ในกรุงเทพฯ 4 สาขา ได้แก่ สาขาเกตเวย์ เอกมัย,ซีคอนสแควร์ สาขาศรีนครินทร์และบางแค,อาคารมิดทาวน์-อโศก และต่างจังหวัด 2 สาขา ที่นิคมสหพัฒน์ศรีราชา และเจพาร์ค ศรีราชา โดยเตรียมเปิดสาขาที่คอมมูนิตี้มอลล์พรอมเมนาดา เชียงใหม่ ในวันที่ 12 ก.ค.นี้ คาดว่าในเดือน เม.ย.2557 จะขยายสาขาให้ครบ 25 สาขา

น.ส.เบญจมาศ ต้องประสิทธิ์ กรรมการบริหาร บริษัท ซูรูฮะ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่าตลาดค้าปลีกดรักสโตร์ในไทยมีมูลค่าประมาณ 14,000-15,000 ล้านบาท เติบโตทุกปีๆละ 10-15% ตามเทรนด์การดูแลสุขภาพ
โดยสัดส่วนสินค้าในร้าน แบ่งเป็นสินค้านำเข้า จากญี่ปุ่น เกาหลี ยุโรป และอื่นๆ 30% และสินค้าในประเทศ 70% รวมกว่า 10,000 รายการ

“การลงทุนกับซูรูอะ นับเป็นการต่อยอดทางธุรกิจร่วมกัน โดยซูรูฮะ ได้นำสินค้าของเครือสหพัฒน์ อาทิ มาม่า ขนบขบเคี้ยว และสินค้าในเครือหลายรายการ ไปวางจำหน่ายในร้านที่ญี่ปุ่น ปัจจุบันมีอยู่กว่า 1,079 สาขา ขณะที่สินค้าของทางซูรูฮะ ได้นำมาจัดจำหน่ายผ่านช่องทางของเครือสหพัฒน์เช่นเดียวกัน ส่วนการขยายสาขาไปในอาเซียนนั้น จะเริ่มเห็นภาพในอีก 2-3ปีข้างหน้า” น.ส.เบญจมาศ กล่าว

สำหรับสาขาล่าสุดที่คอมมูนิตี้มอลล์ เจ-พาร์ค ศรีราชา พื้นที่ 1,000 ตร.ม. ใช้งบประมาณกว่า 20 ล้าน จัดทำเป็น “สาขาต้นแบบ” โดยจำลองต้นแบบจากญี่ปุ่น ทั้งเรื่องขนาดรวมถึงการบริการ ภายใต้คอนเซ็ปต์ One Stop Shopping นอกจากสินค้าใน หมวดยา อาหารเสริม เครื่องสำอาง ของใช้ส่วนตัว อุปกรณ์ทำความสะอาดเหมือนสาขาอื่นๆ แล้ว ยังได้เพิ่มมุมตรวจสุขภาพเบื้องต้น มุมตรวจสภาพผิวและให้คำปรึกษาด้านความงาม สินค้าหมวดอุปกรณ์การแพทย์ อุปกรณ์สำหรับดูแลผู้สูงอายุ ฯลฯ เพื่อรองรับไลฟ์สไตล์ลูกค้าทุกเพศทุกวัย โดยกลุ่มเป้าหมายหลัก คือลูกค้าทั้งไทยและญี่ปุ่นที่อาศัยอยู่ในพื้นที่โดยรอบ

7-Eleven กับ Makro

คอลัมน์ เรื่องราวกับความคิด
หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 24-26 มิถุนายน 2556

IMG_3894

เฮาส์แบรนด์บิ๊กซีโตทะลุ20%

“บิ๊กซี”  เผยยอดขายสินค้าเฮาส์แบรนด์โตทุกเดือน โดยเฉพาะมิถุนายนทำสถิติใหม่พุ่ง 15-20%  ชี้อานิสงส์เศรษฐกิจทรุด กำลังซื้อหด ฉุดผู้บริโภคลดซื้อสินค้าแบรนด์เนม  เผยอนาคตเตรียมออกสินค้าเพิ่มอีกกว่า 100 รายการ ขณะที่ตลาดสินค้าเฮาส์แบรนด์ส่งสัญญาณแข่งดุ หลังคู่แข่งอัดโปรโมชันลด แลก แจก แถม

alt    นางสาวผกาวดี  ว่องคงคาเทพ ผู้อำนวยการฝ่ายสินค้าเฮาส์แบรนด์  บริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) ผู้จัดจำหน่ายสินค้าเฮาส์แบรนด์ภายใต้ชื่อ บิ๊กซี , แฮปปี้บาท , บิ๊กซีพรีเมี่ยม และคาสิโน เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ยอดขายสินค้าเฮาส์แบรนด์ของบิ๊กซี ในช่วงที่ผ่านมามีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน โดยพบว่าในเดือนมิถุนายนมีการเติบโต 15-20% สูงสุดตั้งแต่วางจำหน่ายสินค้าเฮาส์แบรนด์ ซึ่งปัจจัยหลักมาจากภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซา ทำให้ผู้บริโภคเลือกซื้อสินค้าที่คุ้มค่า คุ้มราคา โดยสินค้าเฮาส์แบรนด์ถือเป็นทางเลือกใหม่ที่ผู้บริโภคเลือกซื้อแทนสินค้าเนชั่นแนลแบรนด์ หรือแบรนด์เนมที่วางขายทั่วไป
นอกจากนี้ผู้บริโภคยุคใหม่ มีความรู้ ความเข้าใจในสินค้าเฮาส์แบรนด์มากขึ้น ว่าเป็นสินค้าที่ผลิตโดยผู้ผลิตเดียวกันกับสินค้าเนชั่นแนล แบรนด์  มีคุณภาพที่ใกล้เคียงกัน แต่ราคาถูกกว่าเพราะไม่มีค่าการตลาด  ส่งผลให้สินค้าเฮาส์แบรนด์มียอดขายเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ขณะเดียวกันก็มีคู่แข่งซึ่งเป็นผู้ประกอบการค้าปลีกขยายไลน์สินค้ามากขึ้นเช่นกัน
อย่างไรก็ดี ปัจจุบันสินค้าเฮาส์แบรนด์ของบิ๊กซีมีวางจำหน่ายกว่า 2 พันรายการ  แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ได้แก่ สินค้าอุปโภค บริโภค  เช่น ข้าว , น้ำมันพืช , กระดาษชำระ เป็นต้น  และสินค้านอน ฟูด เช่น สินค้าพลาสติก  , อุปกรณ์สำหรับเด็ก   เป็นต้น  โดยในปีนี้บริษัทจะเพิ่มจำนวนสินค้าอีกกว่า 100 รายการ
“สินค้าเฮาส์แบรนด์ของบิ๊กซี มียอดขายเพิ่มขึ้นตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา ส่งผลให้ทุกเดือนมียอดขายสูงกว่าเป้าหมายที่วางไว้  โดยจุดเด่นของสินค้าเฮาส์แบรนด์บิ๊กซี คือมีคุณภาพที่ดี ผ่านการตรวจสอบและมีมาตรฐานตามที่หน่วยงานภาครัฐกำหนด เช่น GMP , HACCP เป็นต้น รวมทั้งมีความหลากหลาย สามารถรองรับความต้องการของลูกค้าได้ และมีราคาถูกกว่าเนชั่นแนล แบรนด์เฉลี่ย 10-15%” นางสาวผกาวดี กล่าวและว่า
ในอนาคตเชื่อว่าสินค้าเฮาส์แบรนด์จะมีการแข่งขันที่รุนแรงมากขึ้น โดยเห็นจากปัจจุบันที่คู่แข่งเริ่มมีการทำกิจกรรมการตลาด ส่งเสริมการขาย ลด แลก แจก แถมเพื่อกระตุ้นให้ลูกค้าสนใจ เกิดการทดลองใช้ และซื้อซ้ำ
ขณะที่กลยุทธ์การทำตลาดของสินค้าเฮาส์แบรนด์บิ๊กซีในช่วงที่ผ่านมา จะเน้นการให้ความรู้ และสร้างความเข้าใจในตัวผลิตภัณฑ์  ด้วยการทดลองชิม รวมทั้งการโฆษณา ประชาสัมพันธ์ การลด แลก แจก แถมตามความเหมาะสม  เพราะสินค้าเฮาส์แบรนด์ทั้ง 4 แบรนด์มีโพสิชันนิงที่แตกต่างกัน
นางสาวผกาวดี กล่าวเพิ่มเติมว่า  สินค้าเฮาส์แบรนด์เป็นที่นิยมในต่างประเทศโดยเฉพาะแถบยุโรป  ที่สินค้าเฮาส์แบรนด์จะมีสัดส่วนราว 50-60% ของสินค้าทั้งหมด ขณะที่คนไทยและคนเอเชียยังยึดติดกับแบรนด์  ทำให้ต้องใช้เวลาในการสร้างแบรนด์และการยอมรับนานพอควร  โดยสินค้าเฮาส์แบรนด์ที่คนไทยนิยม และมียอดขายดีส่วนใหญ่ยังเป็นสินค้าประเภทคอมมิวนิตี เช่น ข้าวสาร  น้ำตาล  น้ำมันพืช เป็นหลัก
“ช่วงไฮซีซันของสินค้าเฮาส์แบรนด์คือในช่วงสิ้นไตรมาส 3 และตลอดไตรมาส 4  ทำให้การแข่งขันค่อนข้างสูง และสินค้าทั้งเฮาส์แบรนด์และเนชั่นแนล แบรนด์ต่างอัดโปรโมชันเพื่อกระตุ้นยอดขาย ทั้งนี้คาดว่าจนถึงสิ้นปีสินค้าเฮาส์แบรนด์บิ๊กซีจะมีการเติบโต 5-10%”

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 33 ฉบับที่ 2,855 วันที่  23 – 26  มิถุนายน พ.ศ. 2556

ปรับ “108 ช็อป” เป็น “ลอว์สัน” สหพัฒน์ชิมลางคอมมูนิตี้มอลล์ บาทผันผวนชะลอลงทุน ตปท.

สหพัฒน์จับ 108 ช็อปแปลงโฉมเป็นลอว์สัน 108 หลังร่วมทุนกับญี่ปุ่น ลั่นทำให้ได้ 50 สาขาภายในสิ้นปี ชูจุดขายอาหารสไตล์ญี่ปุ่นจับกลุ่มคนรุ่นใหม่ เผยชะลอลงทุนต่างประเทศเหตุค่าเงินผันผวน พร้อมผุดคอมมูนิตี้มอลล์ เจ พาร์ค ย่านศรีราชา

นายเวทิต โชควัฒนา กรรมการ บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงความคืบหน้าของร้านสะดวกซื้อลอว์สัน 108 หลังจากร่วมลงทุนกับบริษัท ลอว์สัน อิงค์ ประเทศญี่ปุ่น ว่าขณะนี้อยู่ระหว่างการปรับเปลี่ยนรูปแบบร้าน 108 ช็อปเดิมที่มีอยู่ ให้เป็นร้านลอว์สัน 108 ตั้งเป้าปรับเปลี่ยนให้ได้ 50 สาขาภายในสิ้นปีนี้ แบ่งเป็นสาขาเปิดใหม่ประมาณ 20 สาขา และสาขาที่ปรับเปลี่ยนจาก 108 ช็อป อีกประมาณ 30 สาขา ซึ่งจะพิจารณาจาก 108 ช็อปสาขาที่มีศักยภาพโดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพฯ พื้นที่อย่างน้อย 100 ตร.ม. หลังจากช่วงที่ผ่านมาได้เปิดให้บริการร้านลอว์สัน 108 ไปแล้ว 3 สาขา

นายเวทิตกล่าวว่า ปัจจุบันมีร้าน 108 ช็อป อยู่ 600 สาขาทั่วประเทศ แบ่งเป็นสาขาที่บริษัทลงทุนเอง 300 สาขา และสาขาร้านแฟรนไชส์ 300 สาขา โดยสาขาที่ลงทุนเอง 300 สาขานั้น จะพิจารณาปรับให้เป็นร้านลอว์สัน เน้นจับกลุ่มลูกค้าที่เป็นคนรุ่นใหม่อาศัยกลยุทธ์การสร้างความแตกต่างจากคู่แข่ง โดยนำสินค้าประเภทอาหาร หรือลอว์สัน ออริจินัล โปรดักท์ ซึ่งเป็นสินค้าที่มีจำหน่ายเฉพาะร้านลอว์สัน 108 เท่านั้น ขณะเดียวกันจะคัดเลือกสินค้าในเครือสหพัฒน์ที่ไม่มีศักยภาพในช่องทางดังกล่าวที่มีอยู่ประมาณ 500 เอสเคยู เข้าไปเสริมด้วย ขณะที่สัดส่วนสินค้ายังคงให้ความสำคัญกับสินค้าบริโภค หรืออาหาร 70% ส่วนที่เหลืออีก 30% เป็นสินค้าอุปโภคหรือของใช้ที่ผลิตในประเทศไทย โดยสินค้าในกลุ่มอาหารจะทำการปรับปรุงรสชาติจากอาหารสไตล์ญี่ปุ่นมาเป็นรสชาติจัดจ้านเพื่อให้เหมาะกับคนไทย

นายบุณยสิทธิ์โชควัฒนา ประธานเครือสหพัฒน์ กล่าวว่า ปีนี้เครือสหพัฒน์มีแผนที่จะชะลอการลงทุนโครงการในต่างประเทศออกไปก่อน เพราะสถานการณ์ค่าเงินยังมีความผันผวน แต่การลงทุนนิคมอุตสาหกรรมที่เมียนมาร์ ยังเดินหน้าต่อไป ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการหาที่ดินอยู่ แต่เนื่องจากกฎหมายของประเทศเมียนมาร์ไม่แน่นอน จึงยังไม่มีความคืบหน้า

นายบุณยสิทธิ์กล่าวว่า ส่วนในประเทศจะมีการลงทุนโครงการคอมมูนิตี้มอลล์ ภายใต้ชื่อ “เจ พาร์ค ช็อปปิ้งมอลล์” ซึ่งจะดำเนินการบริหารโดย บริษัท สหพัฒนาอินเตอร์โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) ใช้งบลงทุนประมาณ 300 ล้านบาท แบ่งเป็น 2 เฟส บนเนื้อที่ 22 ไร่ ซึ่งติดสวนเสือศรีราชา เฟสแรกจะใช้พื้นที่ 10 ไร่ พัฒนาเป็นคอมมูนิตี้มอลล์ สไตล์ญี่ปุ่น เปิดตัวอย่างเป็นทางการในปลายปีนี้ ส่วนเฟส 2 จะพัฒนาเป็นคอนโดมิเนียม ในรูปแบบเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ นอกจากนี้ ยังมีที่ดินบริษัทนิคมอุตสาหกรรมจังหวัดลำพูนอีก 1,000 ไร่ ซึ่งยังมีพื้นที่เหลือสำหรับการพัฒนาเป็นคอมมูนิตี้มอลล์ต่อไปในอนาคตด้วย แต่จะรอดูความสำเร็จโครงการแรกก่อน เพราะสหพัฒน์ยังไม่ชำนาญในธุรกิจนี้

สหพัฒน์เร่งสปีดลอว์สัน 108

สหพัฒน์  รุกคืบค้าปลีกไซซ์เล็ก  เดินหน้าขยายสาขาลอว์สัน 108 ต่อเนื่อง หลังชิมราง 3 เดือนกระแสตอบรับดีเกินคาด  ตั้งเป้าเปิดครบ 50 สาขาในสิ้นปี  เผยเตรียมเพิ่มสัดส่วนอาหารให้ได้ 70% หวังเบียดแชร์คู่แข่ง  ขณะที่ “มาม่า” วืดเป้า ยอดขายโตแค่ 10% เหตุจากกำลังซื้อหด

นายเวทิต โชควัฒนา กรรมการ บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ความคืบหน้าการรีโนเวตร้านลอว์สัน 108 ภายหลังการร่วมมือกับลอว์สันตั้งบริษัทใหม่ “สหลอว์สัน” ว่า ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมาบริษัทได้รีโนเวตร้าน 108 ช็อป ให้เป็น ลอว์สัน 108 ไปแล้วทั้งสิ้น 8 สาขา และได้รับผลตอบรับที่ดีจากผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง โดยแผนการดำเนินงานนับจากนี้คือการมุ่งขยายสาขาของลอว์สัน 108 ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบของการรีโนเวต และการสร้างใหม่ให้ครบ 50  สาขาในสิ้นปี ผ่านการลงทุนสำหรับการรีโนเวตอยู่ที่ 2 ล้านบาทต่อสาขา และสำหรับการเปิดสาขาใหม่ที่มีขนาด 100 ตร.ม.ขึ้นไป 5 ล้านบาทต่อสาขา โดยวางเป้าหมายการขยายสาขาให้ครบ 200 สาขาในปี 2557
“ลอว์สัน 108 ทั้ง 50 สาขาจะอยู่ในกรุงเทพฯทั้งหมด โดยเริ่มจากชานเมืองเข้าหาในเมืองเพื่อเป็นการศึกษาทำเลและศักยภาพของพื้นที่นั้นๆ ถึงแม้การแข่งขันจะสูงขึ้นในปัจจุบันแต่มองว่าไร้ปัญหาเรื่องโลเกชันอย่างแน่นอน เนื่องจากหากเทียบอัตราประชากรต่อพื้นที่สำหรับคอนวีเนียนสโตร์ในประเทศไทยยังน้อยเมื่อเทียบกับญี่ปุ่นและเกาหลีใต้”
ทั้งนี้สำหรับการปรับปรุงร้าน 108 ช็อปส่วนที่เหลือภายใต้การลงทุนของบริษัทอีกกว่า 300 สาขานั้น เบื้องต้นบริษัทจะดูศักยภาพของทำเลที่ตั้งของ 108 ช็อปในสาขานั้นๆหากมีความเหมาะสมและสามารถสร้างการเติบได้ จึงจะทยอยปรับให้เป็นลอว์สัน 108 อย่างไรก็ตามศักยภาพของ 108 ช็อปสาขาไหนยังไม่เพียงพอบริษัทก็จะทำตลาดภายใต้แบรนด์ 108 ช็อปต่อไป
“โมเดลการทำตลาดสำหรับบริษัทประกอบไปด้วย 2 โมเดลหลักคือ ร้านคอนวีเนียนสโตร์ภายใต้แบรนด์ ลอว์สัน 108 และ 108 ช็อป โดยในอนาคตจะมีรูปแบบของโมเดลในเมืองและชานเมืองเข้ามาทำตลาดร่วมด้วย ซึ่งจะแตกต่างจากลอว์สัน ญี่ปุ่น ที่มี 3 โมเดลหลักในการทำตลาดคือ 1. ลอว์สัน 100 เยน (สีเขียว) 2.ลอว์สัน เนอเชอรัล (สีขาว) ขายสินค้าสำหรับผู้หญิง 3.ลอว์สัน (สีฟ้า) ที่มีโมเดลแตกต่างกันออกไปตามพื้นที่ ซึ่งรูปแบบการทำตลาดสำหรับไทยและญี่ปุ่นนั้นมีความเป็นไปได้ทั้งแตกต่างกันและรูปแบบเดียวกันขึ้นอยู่ที่ความต้องการของตลาด”
ขณะที่จุดแข็งของการทำตลาดสำหรับลอว์สัน 108 นับจากนี้คือการบริหารจัดการความเหมาะสมของสินค้าภายในร้าน โดยจะเน้นการสัดส่วนอาหารภายในร้าน 70% ใกล้เคียงกับกลุ่มร้านสะดวกซื้อที่อื่น แต่ที่แตกต่างคือบริษัทจะพยายามปรับสัดส่วนอาหารพร้อมทาน (รีดดี้ ทู อีด) เข้าไปในร้านมากกว่าปกติเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค
“รูปแบบการดำเนินงานของลอว์สัน 108 ขณะนี้อยู่ระหว่างการปรับเปลี่ยนสินค้าภายในร้าน พร้อมๆกับการพัฒนาคุณภาพภายใน เพื่อรองรับการแข่งขันที่สูงในตลาดปัจจุบัน โดยในช่วง 2 ปีแรก การขยายสาขาจะเป็นรูปแบบการลงทุนเองของบริษัทก่อน หลังจากนั้นเมื่อแบรนด์มีความแข็งแกร่งมากขึ้นจึงจะมีการขยายสาขาในรูปแบบแฟรนไชส์ต่อไป”
นายเวทิต  กล่าวอีกว่า สำหรับภาพรวมตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมามีอัตราการเติบโตโดยรวม 10% ซึ่งหากเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา พบว่ามีการเติบโตของตลาดที่ดีกว่าเนื่องจากมีปรากฏการณ์น้ำท่วมเข้ามาเกี่ยวข้อง ขณะที่ภาพรวมการเติบโตของมาม่าในครึ่งปีแรกมีอัตราการเติบโต 10% ลดลงจากเป้าที่คาดการณ์ไว้ที่15 % ทั้งนี้เป็นผลมาจากกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ลดลงอย่างเห็นได้ชัด
“เราหวังว่าในครึ่งปีแรกสำหรับมาม่าจะสามารถสร้างการเติบโตได้มากกว่านี้ แต่สืบเนื่องจากกำลังซื้อของผู้บริโภคไม่ค่อยดีนัก ประกอบกับปัจจัยลบหลายอย่างที่เข้ามาทำให้การเติบโตสำหรับมาม่าลดลงเล็กน้อย”
ขณะที่แนวโน้มการเติบโตของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปในปัจจุบัน พบว่าบรรจุภัณฑ์ที่ได้รับความนิยมและมีอัตราการเติบโตที่สูงอย่างต่อเนื่อง คือแบบถ้วย (คัพ) ที่บริษัทสามารถสร้างการเติบโตได้ถึง 30% ขณะที่แบบซอง มีอัตราการเติบโตไม่ถึง 5%ทั้งนี้เป็นผลมาจากไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปนิยมความสะดวก สบาย และรวดเร็วมากยิ่งขึ้น
ด้านภาพรวมในช่วงครึ่งปีหลัง มองว่าการเติบโตจะยังคงที่ใกล้เคียงกับช่วงครึ่งปีแรกที่ 10% ซึ่งบริษัทมีแผนในการเปิดตัวสินค้ามาม่ารสชาติใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในรูปแบบถ้วย ที่กำลังเป็นที่นิยมของตลาด ควบคู่กับการดำเนินกิจกรรมทางการตลาดอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตามสำหรับภาพรวมตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปตลอดทั้งปีมองว่าจะเติบโตที่ 10% จากมูลค่าตลาดรวม 1.2 หมื่นล้านบาทโดยมาม่าครองส่วนแบ่งทางการตลาดเป็นอันดับ 1 กว่า 50%  แบ่งเป็นตลาดแบบถ้วย 20% และแบบซอง 80% โดยในส่วนของมาม่าเอง มีสัดส่วนแบบถ้วยในท้องตลาด 25% ซึ่งในอนาคตมองว่าสัดส่วนการทำตลาดรูปแบบถ้วย และแบบซองของมาม่าจะใกล้เคียงกันที่ 50:50

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 33 ฉบับที่ 2,854 วันที่  20 – 22  มิถุนายน พ.ศ. 2556

ปรับ “108 ช็อป” เป็น “ลอว์สัน” สหพัฒน์ชิมลางคอมมูนิตี้มอลล์ บาทผันผวนชะลอลงทุน ตปท.

ประชาชาติธุรกิจออนไลน์ 19 มิ.ย. 2556

สหพัฒน์จับ 108 ช็อปแปลงโฉมเป็นลอว์สัน 108 หลังร่วมทุนกับญี่ปุ่น ลั่นทำให้ได้ 50 สาขาภายในสิ้นปี ชูจุดขายอาหารสไตล์ญี่ปุ่นจับกลุ่มคนรุ่นใหม่ เผยชะลอลงทุนต่างประเทศเหตุค่าเงินผันผวน พร้อมผุดคอมมูนิตี้มอลล์ เจ พาร์ค ย่านศรีราชา

นายเวทิต โชควัฒนา กรรมการ บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงความคืบหน้าของร้านสะดวกซื้อลอว์สัน 108 หลังจากร่วมลงทุนกับบริษัท ลอว์สัน อิงค์ ประเทศญี่ปุ่น ว่าขณะนี้อยู่ระหว่างการปรับเปลี่ยนรูปแบบร้าน 108 ช็อปเดิมที่มีอยู่ ให้เป็นร้านลอว์สัน 108 ตั้งเป้าปรับเปลี่ยนให้ได้ 50 สาขาภายในสิ้นปีนี้ แบ่งเป็นสาขาเปิดใหม่ประมาณ 20 สาขา และสาขาที่ปรับเปลี่ยนจาก 108 ช็อป อีกประมาณ 30 สาขา ซึ่งจะพิจารณาจาก 108 ช็อปสาขาที่มีศักยภาพโดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพฯ พื้นที่อย่างน้อย 100 ตร.ม. หลังจากช่วงที่ผ่านมาได้เปิดให้บริการร้านลอว์สัน 108 ไปแล้ว 3 สาขา

นายเวทิตกล่าวว่า ปัจจุบันมีร้าน 108 ช็อป อยู่ 600 สาขาทั่วประเทศ แบ่งเป็นสาขาที่บริษัทลงทุนเอง 300 สาขา และสาขาร้านแฟรนไชส์ 300 สาขา โดยสาขาที่ลงทุนเอง 300 สาขานั้น จะพิจารณาปรับให้เป็นร้านลอว์สัน เน้นจับกลุ่มลูกค้าที่เป็นคนรุ่นใหม่อาศัยกลยุทธ์การสร้างความแตกต่างจากคู่แข่ง โดยนำสินค้าประเภทอาหาร หรือลอว์สัน ออริจินัล โปรดักท์ ซึ่งเป็นสินค้าที่มีจำหน่ายเฉพาะร้านลอว์สัน 108 เท่านั้น ขณะเดียวกันจะคัดเลือกสินค้าในเครือสหพัฒน์ที่ไม่มีศักยภาพในช่องทางดังกล่าวที่มีอยู่ประมาณ 500 เอสเคยู เข้าไปเสริมด้วย ขณะที่สัดส่วนสินค้ายังคงให้ความสำคัญกับสินค้าบริโภค หรืออาหาร 70% ส่วนที่เหลืออีก 30% เป็นสินค้าอุปโภคหรือของใช้ที่ผลิตในประเทศไทย โดยสินค้าในกลุ่มอาหารจะทำการปรับปรุงรสชาติจากอาหารสไตล์ญี่ปุ่นมาเป็นรสชาติจัดจ้านเพื่อให้เหมาะกับคนไทย

นายบุณยสิทธิ์โชควัฒนา ประธานเครือสหพัฒน์ กล่าวว่า ปีนี้เครือสหพัฒน์มีแผนที่จะชะลอการลงทุนโครงการในต่างประเทศออกไปก่อน เพราะสถานการณ์ค่าเงินยังมีความผันผวน แต่การลงทุนนิคมอุตสาหกรรมที่เมียนมาร์ ยังเดินหน้าต่อไป ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการหาที่ดินอยู่ แต่เนื่องจากกฎหมายของประเทศเมียนมาร์ไม่แน่นอน จึงยังไม่มีความคืบหน้า

นายบุณยสิทธิ์กล่าวว่า ส่วนในประเทศจะมีการลงทุนโครงการคอมมูนิตี้มอลล์ ภายใต้ชื่อ “เจ พาร์ค ช็อปปิ้งมอลล์” ซึ่งจะดำเนินการบริหารโดย บริษัท สหพัฒนาอินเตอร์โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) ใช้งบลงทุนประมาณ 300 ล้านบาท แบ่งเป็น 2 เฟส บนเนื้อที่ 22 ไร่ ซึ่งติดสวนเสือศรีราชา เฟสแรกจะใช้พื้นที่ 10 ไร่ พัฒนาเป็นคอมมูนิตี้มอลล์ สไตล์ญี่ปุ่น เปิดตัวอย่างเป็นทางการในปลายปีนี้ ส่วนเฟส 2 จะพัฒนาเป็นคอนโดมิเนียม ในรูปแบบเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ นอกจากนี้ ยังมีที่ดินบริษัทนิคมอุตสาหกรรมจังหวัดลำพูนอีก 1,000 ไร่ ซึ่งยังมีพื้นที่เหลือสำหรับการพัฒนาเป็นคอมมูนิตี้มอลล์ต่อไปในอนาคตด้วย แต่จะรอดูความสำเร็จโครงการแรกก่อน เพราะสหพัฒน์ยังไม่ชำนาญในธุรกิจนี้

ค้าปลีกกลางเมืองแห่’ยกเครื่อง’ดึงขาช้อป

ค้าปลีกกลางเมือง เซ็นทรัลเวิลด์-สยามพารากอน-เกษร อัดฉีดเม็ดเงินกว่า 4 พันล้าน แห่ยกเครื่อง-ขยายพื้นที่ขาย ดึงต่างชาติช้อปไทย-สกัดไทยไปนอก

ปริมาณนักท่องเที่ยวที่หลั่งไหลเข้าสู่เมืองไทยสูงอย่างต่อเนื่อง นับเป็นหนึ่งในกำลังซื้อหลักของธุรกิจค้าปลีก โดยเฉพาะศูนย์การค้า ห้างสรรพสินค้าใหญ่ย่านใจกลางเมือง ต่างมุ่งพัฒนาสินค้า-บริการ ปรับปรุงธุรกิจ ขยายพื้นที่ขาย รวมทั้งมีการลงทุนใหม่เกิดขึ้นตลอดเวลารับ “อำนาจซื้อ” จากบรรดานักท่องเที่ยวระดับห้าดาวเหล่านี้ จะเห็นว่านับจากแยกปทุมวัน-ราชประสงค์-เพลินจิต ต่อเนื่องไปบนถนนสุขุมวิทจรด “ดิ เอ็มโพเรี่ยม” กำลังถูกพัฒนาให้เป็นจุดหมายปลายทางแห่งการชอปปิงของภูมิภาคเอเชีย เทียบได้กับย่านชอปปิงระดับโลก อย่าง ฌองเอลิเซ่ และเพลส เวนโดม แห่งฝรั่งเศส ฟิฟอเวนิว ในมหานครนิวยอร์ก ชินจูกุ และกินซ่า ประเทศญี่ปุ่น แม้กระทั่งออร์ชาร์ด โรด สิงคโปร์ การางอัดฉีดเม็ดเงิน ปรับปรุงธุรกิจ ขยายพื้นที่ขาย และมีการลงทุนใหม่เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา

นายณัฐกิตติ์ ตั้งพูลสินธนา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการตลาด บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอ็น ผู้บริหารเครือข่ายศูนย์การค้าเซ็นทรัล พลาซ่า เซ็นทรัล เฟสติวัล และเซ็นทรัลเวิลด์ เปิดเผยว่า ค่าใช้จ่ายด้านการช้อปปิ้งของนักท่องเที่ยวต่างชาติมีแนวโน้มเติบโตสูงขึ้นจากเดิมเน้นใช้จ่ายหลักด้านโรงแรม ร้านอาหาร เป็นผลจากกลยุทธ์การทำตลาดรอบด้านทั้งกิจกรรมด้านการชอปปิงเจาะตรงกลุ่มนักท่องเที่ยว ขณะเดียวกันนโยบายการพัฒนาสินค้าและบริการของผู้ค้าปลีกศูนย์การค้า ห้างสรรพสินค้าโดยเฉพาะย่านใจกลางเมืองมุ่งเจาะตรงนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มีกำลังซื้อสูงมากขึ้น

ทั้งนี้บริษัทจัดสรรงบประมาณกว่า 2,000 ล้านบาทปรับปรุงเซ็นทรัลเวิลด์ครั้งใหญ่ในรอบ 7-8 ปี ขยายพื้นที่บริเวณด้านหน้าอาคารสำนักงานพร้อมทำทางเชื่อมต่อจากสกายวอร์คเข้ามายังโครงการส่วนต่อขยาย 2 ชั้น ที่จะมีร้านค้ากว่า 50 ร้านค้าเปิดบริการเน้นกลุ่มแฟชั่น และร้านอาหารจากต่างประเทศ

“เป็นยูนีคเรสเตอรองส์ที่จะสร้างความแตกต่างจากคู่แข่งขันในย่านนี้เป็นอะไรที่แปลกใหม่รองรับไลฟ์สไตล์ลูกค้าคนรุ่นใหม่ นิยมกินดื่มช้อป รวมทั้งนักท่องเที่ยวต่างชาติที่หาสถานที่พักผ่อน ดินเนอร์ช่วงกลางคืน”

เช่นเดียวกับศูนย์การค้าคู่แข่งสยามพารากอน แหล่งข่าวกล่าวว่า อยู่ระหว่างปรับปรุงพื้นที่ขาย สินค้าและบริการ ทั้งในส่วนของศูนย์การค้า ห้างสรรพสินค้า ซูเปอร์มาร์เก็ต ครั้งใหญ่ คาดใช้งบประมาณไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาท ทั้งนี้ธุรกิจค้าปลีกย่านใจกลางเมืองเป็นพื้นที่ที่มีการแข่งขันสูง ผู้ประกอบการแต่ละรายมีการปรับพื้นที่ขายตลอดเวลาเพื่อนำเสนอสินค้าและบริการแปลกใหม่ดึงดูดลูกค้า โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่นิยมใช้เวลาหลังเลิกงานในศูนย์การค้าก่อนกลับบ้าน

“สยามพารากอนเปิดมา 7-8 ปีแล้ว ก่อนหน้านี้ได้ทยอยปรับส่วนของแฟชั่นไปค่อนข้างมาก จะมีการปรับโซนซูเปอร์มาร์เก็ต กรูเมต์ มาร์เก็ต ฟู้ดฮอลล์ กว่า 2 หมื่นตร.ม.ซึ่งมีลูกค้าใช้บริการอย่างหนาแน่น จะมีร้านใหม่ๆ ไม่ต่ำกว่า 30% เข้ามาบริการเพิ่ม”

ดึงคนไทยช้อปในประเทศ

นายชาติ จิราธิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการ โครงการ “เซ็นทรัล เอ็มบาสซี” บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด ผู้บริหารเครือข่ายร้านค้าปลีกหลากหลายประเภท กล่าวว่า ต้องการให้กลุ่มคนไทยชอปปิงในประเทศมากขึ้น ซึ่งปัจจุบันผู้ประกอบการศูนย์การค้า ห้างสรรพสินค้าได้มีการพัฒนาธุรกิจ สินค้าและบริการกล่าวได้ว่า ไม่แพ้ต่างประเทศ โดยเฉพาะย่านชอปปิงใจกลางเมืองกรุงเทพฯ มีความหลากหลาย เป็นจุดขายสำคัญในการดึงดูดลูกค้า

ขณะที่โครงการ เซ็นทรัล เอ็มบาสซี มุ่งรองรับลูกค้าเป้าหมายกลุ่ม “New Asia Luxury” ทั้งจากจีน อินโดนีเซีย มาเลเซีย และไทย ซึ่งกลุ่มประเทศเหล่านี้ติดอันดับประเทศที่มีการจับจ่ายสูงสุด เป็นกลุ่มที่มีอำนาจซื้อสูง หากสามารถดึงคนกลุ่มนี้เข้ามาจับจ่ายในไทย จะกระตุ้นเศรษฐกิจไทยได้ทั้งในตลาดค้าปลีกและอุตสาหกรรมข้างเคียง อาทิ โรงแรม อาหารและเครื่องดื่ม ขยายตัวสูง

ไทยช้อปปลอดภาษีพุ่ง

รายงานของ โกลบอล บลู (Global Blue) บริษัทชั้นนำด้านร้านค้าปลอดภาษี พบว่าการจับจ่ายสินค้าปลอดภาษีทั่วโลกในไตรมาสแรกปี 2556 นี้ นำโดยกลุ่มกำลังซื้อหลักจากทวีปเอเชีย อาทิ จีน อินโดนีเซีย มาเลเซีย และ ไทย โดยกลุ่มนักท่องเที่ยวจากประเทศไทย น่าจับตามองมากที่สุด เพราะมีอัตราการซื้อสินค้าปลอดภาษีเพิ่มขึ้น 38% เติบโตสูงสุดเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา โดยมีการจับจ่ายสินค้าหรูหราในประเทศชั้นนำของทวีปยุโรป อาทิ ปารีส และประเทศอื่นๆ แสดงให้เห็นถึงศักยภาพทางการจับจ่ายที่เพิ่มมากขึ้น

จะเห็นว่า “คนรุ่นใหม่” เริ่มใช้จ่ายในด้านการท่องเที่ยวกว้างขึ้น และ แสวงหาประสบการณ์ใหม่ๆ โดยเฉพาะกลุ่มคนที่เริ่มมีกำลังซื้อมากพอ ได้แก่ “ecession Resistance” กลุ่มลูกค้าเอเชียระดับ A+ ซึ่งโตสวนกระแสเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะในประเทศจีน “New Sophisticates” กลุ่มคนรุ่นใหม่ มีการศึกษาสูง กระตือรือร้น เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังชีวิต เป็นเอกเทศทางความคิด มักจะเป็นผู้นำเทรนด์ใหม่ๆ ในสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จีน อินเดีย และอินโดนีเซีย “Young Guns” เป็นกลุ่มประชากรรุ่นใหม่ในเอเชียที่อายุอยู่ ระหว่าง 20 – 40 ปี แต่เป็นกลุ่มลูกค้าเกรดเอ เป็นผู้บริหารรุ่นใหม่ อายุ 25 – 44 ปี หรือกลุ่มเจอเนอเรชันที่ 3 ลูกหลานรุ่นใหม่ ของครอบครัวผู้ทรงอิทธิพลทางการเงิน

จี้รัฐหนุนโปรโมทชอปปิงคู่ท่องเที่ยว

นางสาวบุษบา จิราธิวัฒน์ ประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย กล่าวว่า มาตรการกระตุ้นอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง คาดว่าปีนี้จะมีนักท่องเที่ยวเพิ่มเป็น 24 ล้านคน จาก 22 ล้านคนในปีที่ผ่านมา รัฐจำเป็นต้องพิจารณาทบทวนแนวทางต่างๆ ที่จะกระตุ้นยอดการใช้จ่ายจากกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างประเทศที่มีกำลังซื้อสูง ส่งผลดีต่อธุรกิจค้าปลีก โรงแรม ร้านอาหาร หรืออุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยว

ตัวเลขจาก ASEAN WATCH พบว่า ขณะนี้ค่าเฉลี่ยยอดจับจ่ายชอปปิงของนักท่องเที่ยวต่างประเทศของประเทศไทยยังน้อยกว่า “มาเลเซีย” 2 เท่า และน้อยกว่า “สิงคโปร์” ถึง 4 เท่า ทั้งที่ไทยเป็นสวรรค์แห่งการชอปปิงของเอเชีย

“อยากให้รัฐทบทวนนโยบายทางด้านภาษี ลดภาษีสินค้านำเข้าทุกรายการเหลือ 0% นักท่องเที่ยวสามารถยื่นขอคืนภาษี (แท็กรีฟันด์) ณ จุดขายได้ทันที จะทำให้ไทยเป็นจุดหมายปลายทางหรือฮับแห่งการชอปปิงในภูมิภาคนี้อย่างเต็มตัว” บุษบากล่าว

ต่อจิ๊กซอว์กรุงเทพฯ ชอปปิงสตรีท

แหล่งข่าวจาก บริษัท เกษร แลนด์ แอสเซท แมนเนจเม้นท์ จำกัด ผู้บริหารศูนย์การค้าเกษร กล่าวว่า เกษรได้ใช้งบกว่า 1,000 ล้านบาทในการปรับภาพลักษณ์สู่โฉมใหม่ “เกษร เดอะ เฮาส์ ออฟ ลักซ์ ในคอนเซ็ปต์ร้านต้นแบบ หรือ “ลาเมซง” (La Maison) ตามตำแหน่งทางการตลาดใหม่เน้นให้เกษรมีบุคลิกอบอุ่นและเอ็กซ์คลูซีฟ พร้อมจุดเด่นสร้าง “สตรีทฟรอนท์ มัลติเพิล แฟลกชิพ คอนเซ็ปต์ส” 3 ชั้น คิดเป็นพื้นที่กว่า 5,000 ตร.ม. นำโดยกลุ่ม LVMH อาทิ หลุยส์ วิตตอง คริสเตียน ดิออร์ พร้อมกลุ่มแบรนด์เนมอื่น เช่น เบอร์เบอรี่ ซาลวาทอเร่ เฟอรากาโม่ เป็นไป

ตามนโยบายและแนวทางพัฒนาธุรกิจของเกษร มองภาพความเป็น “ซิตี้ เซ็นเตอร์” ของกรุงเทพฯ ที่ต้องเร่งพัฒนาให้ทันเมืองใหญ่ระดับโลก ผลักดันกรุงเทพฯ ให้เป็นชอปปิงสตรีทแห่งภูมิภาค

อย่างไรก็ตาม ด้วยพื้นที่ของเกษรที่มีจำกัด ขณะที่ความต้องการในตลาดมีมากขึ้น ปริมาณนักท่องเที่ยวเติบโตสูง ยิ่งเปิดเออีซี ทำให้นักท่องเที่ยวขยายตัวมากยิ่งขึ้นไปอีก ทำให้เกษรตัดสินใจลงทุนโครงการใหม่บนที่ดินขนาด 6 ไร่ เป็นส่วนต่อขยาย เชื่อมอาคารศูนย์การค้าเกษรในปัจจุบันบริเวณด้านข้าง ในรูปแบบ “รีเทล ออฟฟิสบิวดิ้ง” เป็นอาคารสูง 30 ชั้น พื้นที่รวม 7 หมื่นตร.ม. ประกอบด้วยพื้นที่อาคารสำนักงาน และพื้นที่ค้าปลีก คาดลงทุนไม่ต่ำกว่า 3,500 ล้านบาท เริ่มก่อสร้างในปี 2557 ใช้เวลา 3 ปีครึ่งแล้วเสร็จ

การพัฒนา “เกษร 2” ตอบโจทย์ความเป็นเมือง หรือ Urbanization ซึ่งพบว่า เทรนด์ทั่วโลกของการพัฒนาเมืองจะมุ่งโครงการ “มิกซ์ยูส” ผสมผสานระหว่างพื้นที่ค้าปลีก อาคารสำนักงาน โรงแรม รวมทั้งระบบคมนาคมขนส่ง รองรับประชากรผู้อยู่อาศัยในเมืองที่มีจำนวนและความหนาแน่นเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ วันที่ 13 พฤษภาคม 2556

“เซเว่น” ผุดร้านบิ๊กไซส์ จอดรถได้-เพิ่มแฟรนไชส์

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 11 มิถุนายน 2556

(ภาพจากอินเทอร์เน็ต)

“ซีพีออลล์” ซุ่มผุดร้านเซเว่นอีเลฟเว่นแบบใหม่ ปั้นบิ๊กไซส์มีที่จอดรถพิเศษ รับลูกค้าขับรถมาร้าน ลงทุน 20 ล้านบาทต่อสาขา พร้อมขยายร้านพื้นที่เป็น 300 ตารางเมตรเพิ่มอีกเพียบ เร่งเครื่องขยายร้านแฟรนไชส์ครึ่งปีหลัง คาดสิ้นปีร้านแฟรนไชส์ทะลุ 4,300 สาขา

นายสุวิทย์ กิ่งแก้ว รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ผู้ดำเนินธุรกิจร้านเซเว่น อีเลฟเว่น เปิดเผยว่า จากนี้ไปบริษัทฯมีแผนที่จะขยายยาสาขาในรูปแบบโมเดลใหม่เพิ่มขึ้นจากโมเดลเดิมอีกซึ่งโมเดลใหม่นี้จะใช้พื้นที่ขนาดใหญ่มากกว่า 1-2 ไร่ เป็นแบบสแตนด์อโลนและมีที่จอดรถให้กับลูกค้าด้วยเพื่อเพิ่มความสะดวกของลูกค้ากลุ่มเป้าหมายที่มีรถจากนโยบายรถคันแรก ทำให้ผู้บริโภคมีรถใช้กันมากขึ้น

สำหรับโมเดลใหม่ของเซเว่นอีเลฟเว่นมีที่จอดรถยนต์นี้เตรียมเปิดบริการสาขาล่าสุดที่ตั้งอยู่ในสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ ถ.แจ้งวัฒนะ ขนาดพื้นที่รวมประมาณ 1 ไร่ ลงทุนประมาณ 20 ล้านบาท อีกทั้งยังเน้นประหยัดพลังงานด้วย โดยโมเดลใหม่นี้บริษัทจะเน้นการลงทุนเองเป็นหลัก

อย่างไรก็ตาม เซเว่นฯสาขาที่มีที่จอดรถมีประมาณ 10 สาขา เพราะข้อจำกัดของพื้นที่ที่ใหญ่และอยู่ในทำเลเหมาะสมหาได้ยากขึ้น อีกทั้งต้องลงทุนสูงเฉลี่ย 10 ล้านบาทต่อสาขา แต่มั่นใจว่าผู้บริโภคจะให้การตอบรับโมเดลใหม่นี้อย่างดี

อีกโมเดลใหม่ที่จะเปิดมากขึ้นของร้านเซเว่นอีเลฟเว่นคือ ร้านที่มีขนาดพื้นที่บริการใหญ่ขึ้น หรือมีพื้นที่ประมาณ 300 ตารางเมตร จากปรกติเฉลีย 200 ตารางเมตร ซึ่งขณะนี้ร้านโมเดลใหญ่มีสัดส่วนประมาณ 10% ของจำนวนสาขาร้านเซเว่นฯทั้งหมดที่มีอยู่ขณะนี้กว่า 7,000 สาขาเน้นลงทุนเองเป็นหลัก ซึ่งการทำให้เป็นรูปแบบขนาดใหญ่ บริษัทจะยึดหลักการที่ว่าด้วยโอกาสทำเลที่ตั้งเหมาะสม การขยายต้องเป็นแหล่งชุมชนขนาดใหญ่ และเป็นแหล่งท่องเที่ยว เป็นต้น

นางสาวอนิษฐา ธนมิตต์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารเซเว่น อีเลฟเว่น กล่าวว่า สถานการณ์ของธุรกิจแฟรนไชส์โดยรวมตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา พบว่า มีจำนวนร้านและธุรกิจที่อยู่ในระบบแฟรนไชส์ในประเทศไทยทั้งสิ้นประมาณ 75,000-85,000 แห่ง จากปีก่อนที่มีประมาณ 45,000 แห่ง เติบโตเฉลี่ยปีละ 20% หรือประมาณ 8,000 กว่าสาขาต่อปี โดยมีร้านที่อยู่ในธุรกิจแฟรนไชส์เกิดขึ้นเฉลี่ยประมาณวันละ 20 แห่ง

สำหรับเซเว่นอีเลฟเว่นมีเป้าหมายขยายสัดส่วนร้านแฟรนไชส์ต่อเนื่อง ซึ่งปัจจุบันมีสัดส่วนแฟรนไชส์อยู่ที่ 55-56% จากปีที่ผ่านมามี 54% โดยช่วงครึ่งปีหลัง 2556 บริษัทฯคาดว่าจะมีร้านแฟรนไชส์เซเว่นอีเลฟเว่นเพิ่มขึ้นรวมเป็น 4,294 สาขา ภายในสิ้นปีนี้ จากปัจจุบันที่มีร้านของแฟรนไชส์ 3,900 สาขา และเป็นลูกค้ารายเดิมกว่า 800 สาขา โดยการขยายสาขาจะเพิ่มขึ้นประมาณปีละ 500 สาขา และคาดว่าจะส่งผลให้สิ้นปีนี้มีสัดส่วนแฟรนไชส์เป็น 58%

ซีพีออลล์ ผุดเซเว่น’สแตนด์อะโลน’

ซีพีออลล์ ผุดร้านเซเว่นโมเดลใหม่บิ๊กไซซ์ แบบ “สแตนด์อะโลน”  เน้นสินค้าหลากหลาย สะดวก รวดเร็ว พร้อมที่จอดรถ หวังกระตุ้นยอดซื้อต่อบิลเพิ่ม ล่าสุดทุ่มงบ 20 ล้านเปิดสาขาต้นแบบเน้นใหญ่  ประหยัดพลังงาน  หน้าสถาบันปัญญาภิวัฒน์

นายสุวิทย์ กิ่งแก้ว รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส บริษัท ซีพีออลล์ จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารร้านเซเว่นอีเลฟเว่น (7-11) เปิดเผยว่า ล่าสุดบริษัทเปิดร้านเซเว่นอีเลฟเว่นรูปแบบใหม่ มีขนาดใหญ่ ในรูปแบบสแตนด์อะโลน บนพื้นที่ 1-2 ไร่  มีพื้นที่ขายราว 300 ตารางเมตร พร้อมพื้นที่จอดรถ 4-5 คัน  เน้นเปิดให้บริการในชุมชนขนาดใหญ่ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการ โดยเฉพาะลูกค้าที่ขับรถยนต์มา หลังจากที่พบว่าปัจจุบันผู้บริโภคมีรถยนต์มากขึ้นจากนโยบายรถคันแรกของภาครัฐ
โดยร้านเซเว่น แบบสแตนด์อะโลน ใช้งบลงทุนประมาณ 10 ล้านบาทต่อสาขา ปัจจุบันเริ่มเปิดให้บริการแล้วราว 10 สาขา เนื่องจากมีข้อจำกัดเรื่องของพื้นที่ ซึ่งรูปแบบของร้านดังกล่าวสามารถเปิดให้บริการได้ทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด แต่ต้องขึ้นอยู่กับจำนวนประชากร พฤติกรรมการบริโภค
ล่าสุด บริษัทอยู่ระหว่างก่อสร้างร้านเซเว่น แบบสแตนด์อะโลน และประหยัดพลังงานขึ้น ที่บริเวณด้านหน้าสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ ถนนแจ้งวัฒนะ  มีพื้นที่ขนาด 1 ไร่ พร้อมที่จอดรถ ใช้งบลงทุนราว 20 ล้านบาท ซึ่งที่นี่จะเป็นโมเดลประหยัดพลังงานแห่งใหม่ที่ถือว่าครบครันที่สุด ทั้งด้านระบบไฟ ที่ใช้หลอดแอลอีดี , ระบบทำความร้อน , ทำความเย็น รวมถึงระบบโซลาร์เซลล์ เป็นต้น โดยที่ผ่านมามีร้านเซเว่น ประหยัดพลังงานเกิดขึ้นแล้วหลายแห่ง แต่เป็นการทดลองเพื่อศึกษาและหาแนวทางในการประหยัดพลังงานรูปแบบต่างๆ  โดยเริ่มต้นสาขาแรกที่แบริ่ง
อย่างไรก็ดี ร้านเซเว่น แบบสแตนด์อะโลนนี้ ถือเป็นการรวมร้านค้าปลีกในกลุ่มซีพีออลล์ไว้ด้วยกัน โดยภายในร้านถูกแบ่งออกเป็นมุมต่างๆ เช่น  มุมกาแฟคัดสรร , มุมขายยาเอ็กซ์ตร้า , มุมหนังสือบุ๊คสไมล์  เป็นต้น นอกจากนี้สินค้าที่มีจำหน่ายยังมีความหลากหลาย โดยมีทั้งสินค้าอุปโภคบริโภค  อาหาร เครื่องดื่ม  ของที่ระลึก ฯลฯ
” จากการศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคพบว่า ร้านเซเว่น ที่ตั้งอยู่ในสถานีบริการน้ำมันจะมียอดซื้อสินค้าสูงกว่าลูกค้าทั่วไป โดยพบว่าลูกค้าส่วนใหญ่ขับรถยนต์มาทำให้สามารถซื้อสินค้าได้สะดวก อีกทั้งยังเป็นกลุ่มที่นิยมเดินทาง ทำให้ยอดขายต่อบิลสูง ขณะเดียวกันจากจำนวนผู้บริโภคที่ขับรถยนต์มากขึ้น ทำให้เชื่อว่าร้านเซเว่นที่มีขนาดใหญ่ขึ้น มีพื้นที่จอดรถ จะช่วยอำนวยความสะดวกให้กับลูกค้าที่มีรถ และสามารถซื้อสินค้าได้มากขึ้นตามไปด้วย”
ทั้งนี้ ปัจจุบัน (สิ้นเดือนพฤษภาคม 2556) มีร้านเซเว่นอีเลฟเว่น เปิดให้บริการราว 7.2 พันสาขาทั่วประเทศ แบ่งเป็นร้านเซเว่น ที่บริหารโดยบริษัทเอง 3.3 พันสาขา และร้านแฟรนไชส์ 3.9 พันสาขา คิดเป็นสัดส่วน 45 : 55 โดยบริษัทมีนโยบายขยายสาขา 500-550 สาขาต่อปี  ส่งผลให้สิ้นปีมีสาขารวมกว่า 7.4 พันสาขา

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 33 ฉบับที่ 2,851 วันที่  9 – 12  มิถุนายน พ.ศ. 2556

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.