‘ซูรูฮะ’สกัด’มัทสึโมโตะ’ เร่งขยายสาขา/สร้างแบรนด์/ เสริมดีลิเวอรี

“ซูรูฮะ” เมินมัทสึโมโตะรุกตลาดไทย เดินหน้าขยายพันสาขาในไทยและอาเซียน ชูบริการดีลิเวอรีดักทางคู่แข่ง   ประกาศขอขึ้นเบอร์ 3 พร้อมโกยยอดขายทะลุ 3-4 พันล้านบาทใน 5 ปี ด้านเซ็นทรัล เปิดทางทัพสินค้ามัทสึโมโตะล็อตแรก วางจำหน่ายผ่านท็อปส์ ไตรมาสแรก ปี 57


alt    นางสาวเบญจมาศ ต้องประสิทธิ์ กรรมการบริหาร บริษัท ซูรูฮะ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้บริหารร้าน”ซูรูฮะ”  ร้านดรักสโตร์จากประเทศญี่ปุ่น เปิดเผยว่า บริษัทมีเป้าหมายในการขยายสาขาร้านซูรูฮะทั้งในประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียนจากนี้ไปให้ได้ครบ 1 พันสาขาใกล้เคียงกับประเทศญี่ปุ่นที่ปัจจุบันมีจำนวนสาขาทั้งสิ้น 1.1 พันสาขา  ซึ่งแผนงานดังกล่าวเป็นไปตามนโยบายของบริษัทแม่ในการนำพาแบรนด์ซูรูฮะขยายสาขาไปทั่วโลกให้ครบ 2 หมื่นสาขา โดยไทยถือเป็นประเทศแรกที่มีการขยายสาขาออกมานอกประเทศญี่ปุ่น ทั้งนี้สาเหตุที่เลือกภูมิภาคอาเซียนเป็นภูมิภาคแรกในการขยายตลาด เนื่องจากเป็นภูมิภาคที่มีศักยภาพทางการเติบโตของเศรษฐกิจ
“เรามีนโยบายร่วมกันตั้งแต่ครั้งแรกที่เข้าร่วมทุนจดทะเบียนในการนำแบรนด์ ซูรูฮะเข้ามาทำตลาดในประเทศไทย ด้วยจุดมุ่งหมายการขยายตลาดในภูมิภาคอาเซียน โดยใช้ไทยเป็นจุดเริ่มต้น เนื่องจากไทยเป็นประเทศที่มีภูมิประเทศที่โดดเด่นที่สุดในอาเซียน และมีศักยภาพทางการเติบโตทางเศรษฐกิจ”
ด้านแผนการขยายสาขาบริษัทมีแผนการขยายสาขาทั้งสิ้นเฉลี่ยที่ปีละ 20 สาขา โดยมีเป้าหมายขยายให้ครบ 100 สาขาในอีก 5 ปีข้างหน้า จากปัจจุบันที่มีจำนวนสาขาทั้งสิ้น 13 สาขา ซึ่งในปีงบประมาณของบริษัท (เม.ย. 56-มี.ค.57) บริษัทตั้งเป้าการขยายสาขาของซูรูฮะไว้ที่ 23 สาขา จากเดิมที่คาดการณ์ว่าจะสามารถขยายสาขาได้ 25 สาขา ทั้งนี้เป็นผลมาจากช่วงต้นปีที่ผ่านมาบริษัทสตาร์ตการเปิดสาขาค่อนข้างล่าช้า ไม่ได้เกิดจากผลกระทบทางการเมืองแต่อย่างใด โดยแบ่งเป็นสาขาในเขตกรุงเทพฯ 60% และสาขาในต่างจังหวัด 40% โดยเน้นทำเลในย่านช็อปปิ้งมอลล์ ตึกออฟฟิศ และย่านชุมชนที่อยู่อาศัย บน 2 โมเดลหลักคือพื้นที่ 1 พัน ตร.ม. ในสัดส่วน 10 สาขา และพื้นที่  200-300 ตร.ม. ผ่านงบประมาณการลงทุนที่ 10-20 ล้านบาทต่อสาขา
นอกจากนี้บริษัทจะใช้งบการตลาดราว 5-10% ของยอดขายทั้งหมดเพื่อใช้ในการสร้างแบรนด์และสื่อสารไปยังผู้บริโภค ผ่านความเป็นการพัฒนาให้ร้านซูรูฮะเป็น ซูเปอร์ ดรักสโตร์ ที่เป็น One Stop Shopping ในเมืองไทย โดยแบ่งเป็นสัดส่วนสินค้านำเข้าจากประเทศญี่ปุ่น 30% และสินค้าภายในประเทศทั้งจากเครือสหพัฒน์และอื่นๆ 70% ซึ่งในจำนวนดังกล่าวแบ่งเป็นสินค้าเฮาส์แบรนด์ ภายใต้ชื่อ “M’s One” อีก 5% นอกจากนี้ยังมีบริการตรวจสุขภาพเบื้องต้น ตรวจสภาพผิวหนังและให้คำปรึกษาด้านความงามด้วย
ขณะเดียวกันยังมีแผนนำรูปแบบการให้บริการแบบดีลิเวอรีเข้ามาเสริมในการบริการ หลังจากที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดีในประเทศญี่ปุ่น โดยมีการเริ่มให้บริการในรูปแบบดังกล่าวไปเมื่อ 3 ปีที่ผ่านมา
“ปัจจุบันมีสินค้าเฮาส์แบรนด์ ภายใต้ชื่อ “M’s One” ของซูรูฮะในญี่ปุ่นทั้งสิ้น 2 พันรายการ แต่มีการนำเข้ามาจำหน่ายในไทยเพียง 200 รายการ ที่ได้รับความนิยม ซึ่งในส่วนของบริษัทเองได้มีการแลกเปลี่ยนสินค้าเข้าไปจำหน่ายในร้านซูรูฮะที่ประเทศญี่ปุ่นหลายรายการ ไม่ว่าจะเป็น มาม่า แปรงสีฟันเป็นต้น แต่อย่างไรก็ตามรูปแบบการจำหน่ายสินค้าเฮาส์แบรนด์ของบริษัทยังจะไม่เน้นในการนำเข้ามาจำหน่าย เนื่องจากต้องการสร้างความหลากหลายให้กับผู้บริโภคในการเลือกซื้อสินค้าภายในร้าน”
ด้านภาพรวมการแข่งขันในกลุ่มร้านค้าปลีกเพื่อสุขภาพและความงามในเมืองไทยปัจจุบันมีอัตราการเติบโตที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปีนี้คาดการณ์ว่ามูลค่าตลาดรวมจะเติบโตที่ 15-20% หรือมีมูลค่ากว่า 2 หมื่นล้านบาท (เฉพาะเชนร้านค้าปลีกเพื่อสุขภาพความงามในช่องทางโมเดิร์นเทรด) ทั้งนี้เป็นผลจากการเข้ามาของเชนร้านค้าปลีกเพื่อสุขภาพความงามที่เข้ามาอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นร้าน “โอเกนกิ” โดยเบอร์ลี่ ยุคเกอร์ และล่าสุดกับ ร้านมัทสึโมโตะ คิโยชิ เป็นเชนร้านค้าปลีกเพื่อสุขภาพและความงามอันดับ 1 ของญี่ปุ่น มีสาขาเปิดให้บริการทั้งสิ้น 1,327 สาขาทั่วประเทศ
นางสาวเบญจมาศ กล่าวว่า การเข้ามาของร้านมัทสึโมโตะ คิโยชิ ในประเทศไทย ภายใต้การนำเข้ามาของกลุ่มเซ็นทรัล ยอมรับว่าได้ยินข่าวมาบ้าง แต่ยังไม่ทรายรายละเอียดที่แน่ชัดซึ่งในญี่ปุ่นแม้มัทสึโมโตะ คิโยชิ จะเป็นอันดับ 1 และ ซูรูฮะ จะเป็นอันดับ 3 ซึ่งทั้งสองแบรนด์ถือเป็น Top of Mind ในใจของผู้บริโภคชาวญี่ปุ่นทั้งคู่ อีกทั้งยังมีจำนวนสาขาที่ต่างกันไม่มาก ประกอบกับการเข้ามาทำตลาดในเมืองไทย ควบคู่กับการเดินหน้าขยายสาขาอย่างต่อเนื่องของบริษัท จะทำให้เกิดข้อได้เปรียบในการทำตลาด
“การเข้ามาของร้านมัทสึโมโตะ คิโยชิ แม้จะเป็นห่วงบ้างเล็กน้อยในเรื่องการทำตลาด แต่เชื่อว่าจาการการที่เราเน้นแข่งขันกับตัวเอง ประกอบกับการมุ่งสร้างสินค้าที่ตอบโจทย์ผู้บริโภค ผ่านความครบวงจรของแบรนด์ จะทำให้สามารถสร้างลูกค้าขาประจำ บวกกับเน้นการสื่อสารที่ตรงจุดไปยังกลุ่มเป้าหมาย เชื่อว่าจะทำให้เราก้าวไปตามแผน โดยการขึ้นเป็นอันดับ 3 ในตลาดเมืองไทย รองจากวัตสัน และร้านบู๊ทส์ได้”
สำหรับเป้าหมายภาพรวมรายได้ในปีนี้ คาดการณ์ว่าจะสามารถปิดรายได้ที่ 300 ล้านบาท ขณะที่ปี 2557 ตั้งเป้ารายได้ไว้ที่ 800 ล้านบาท โดยใน 5 ปีข้างหน้า (พ.ศ.2556-2560) หลังจากที่บริษัทสามารถขยายสาขาได้ครบ  100 สาขา คาดการณ์ว่าจะมีรายได้อยู่ที่ 3-4 พันล้านบาท
อย่างไรก็ดี ก่อนหน้านี้บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (CRC)  โดยนายทศ จิราธิวัฒน์ และนายอลิสเตอร์ เทย์เลอร์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด ได้บินไปลงนามข้อตกลงกับบริษัท มัทสึโมโตะ คิโยชิ โฮลดิ้ง จำกัด เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2556  โดยมีเป้าหมายเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูล ความรู้  ธุรกิจร้านสุขภาพและความงามในเมืองไทย ซึ่งเป็นตลาดชั้นนำของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  รวมไปถึงแนวโน้ม การเติบโต และโอกาสในการดำเนินธุรกิจในรูปแบบต่างๆ    ขณะที่นายมัทสึโมโตะ คิโยโอะ รองประธาน บริษัท มัทสึโมโตะคิโยชิ โฮลดิ้ง จำกัด ระบุว่า  บริษัทจะนำสินค้าที่จำเป็นต่อชีวิตประจำวัน รวมไปถึงอาหารเสริม และเครื่องสำอางจำนวน 200 รายการไปทดลองวางจำหน่ายที่ร้านค้าปลีกของเซ็นทรัล ฟู้ด รีเทลจำนวน 10 สาขาในไตรมาสแรก ปี 2557 ก่อนที่จะขยายให้ครบทั้ง 228 สาขาทั่วประเทศ รวมทั้งจะพัฒนาเป็นคอร์เนอร์จำหน่ายสินค้าของมัทสึโมโตะด้วย

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 33 ฉบับที่ 2,903  วันที่ 8 – 11  ธันวาคม  พ.ศ. 2556

Posted on December 8, 2013, in Other chains, Retail. Bookmark the permalink. Leave a comment.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: