‘บุณยสิทธิ์ โชควัฒนา’เปิดแผนเครือสหพัฒน์

เจ้าสัว “บุณยสิทธิ์ โชควัฒนา”เปิดแผนธุรกิจในเคลือสหพัฒน์ฯ บนปัจจัยเสี่ยงเศรษฐกิจ-การเมือง

บุณยสิทธิ์ โชควัฒนา กางแผนธุรกิจเครือสหพัฒน์ปีนี้ เน้นปรับองค์กรแกร่ง โละบริษัทที่ไม่ทำกำไร พร้อมรุกหนักธุรกิจค้าปลีกครบวงจร สร้างฐานข้อมูลผู้บริโภครับเทรนด์การค้าในทศวรรษหน้า โอด “เศรษฐกิจ-การเมือง” ฉุดยอดขายปีที่ผ่านมาโตหลักเดียว แต่ยอดขายยังทะลุ 2 แสนล้าน เป็นปีแรกในรอบ 70 ปีของการก่อตั้งองค์กร

นายบุณยสิทธิ์ โชควัฒนา ประธานเครือสหพัฒน์ ให้สัมภาษณ์พิเศษกับ กรุงเทพธุรกิจ ถึงทิศทางในการดำเนินธุรกิจในปีนี้บนปัจจัยเสี่ยงธุรกิจรอบด้านว่า จะเน้นดำเนินธุรกิจที่สร้าง “กำไร” เป็นหลัก ส่วนบริษัทที่ไม่สามารถทำกำไรได้ หรือธุรกิจที่ไม่ใช่ธุรกิจหลัก (Non Core Business) ก็จะทยอยพิจารณาปิดกิจการลง เพื่อลดต้นทุนองค์กร สร้างความสามารถในการแข่งขัน

“นโยบายบริษัทในเครือปีนี้ มีแต่บอกให้ทำกำไร ทำขาดทุนอย่าทำ สมัยก่อนเวลาบริษัทมีกำไรหนึ่งบริษัท ก็จะหาตัวขาดทุนมาต่อยอด เพื่อเรียนรู้เรื่อยๆ แต่ในยุคนี้ตัวไหนทำกำไรทำไป ตัวไหนขาดทุนอย่าทำ เหมือน แพน (แพนเอเซียฟุตแวร์) และบางกอกไนล่อน ก็ต้องฟันทิ้ง เพราะเงินบาทแข็งแบบปีที่ผ่านมาจะทำอย่างไร และสองธุรกิจเป็นธุรกิจขาลง ก็ต้องตัดทิ้ง เครือสหพัฒน์เรามี 300 บริษัท อันไหนเลี้ยงแล้วไม่โตต้องตัดออก ซึ่งตอนนี้มีเยอะ แต่การตัดทิ้งไม่ใช่หมายความว่าธุรกิจนั้นไม่ดี แต่เราต้องการสร้างองค์กรให้แข็งแกร่ง หากมีธุรกิจที่อ่อนแอมาเกาะติดอาจทำให้การเจริญเติบโตลดลง”

ประธานเครือสหพัฒน์ ยังกล่าวด้วยว่า ในปีนี้องค์กรในเครือจะต้องปรับเปลี่ยนวิธีการทำงาน โดยเฉพาะทัศนคติของบุคลากรรุ่นเก่าให้คิดใหม่ แม้ยอมรับว่าจะทำได้ยาก รวมทั้งให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการสินค้าคงคลัง (สต็อก) ให้มากขึ้น โดยเรื่องนี้ได้ย้ำมาตลอด 4-5 ปีที่ผ่านมาแล้ว

เขาระบุว่า หากเครือสหพัฒน์ ดูแลสต็อกสินค้าได้อย่างเหมาะสมจะช่วยดูแลต้นทุนสินค้าได้เป็นอย่างดี ที่สำคัญยังสร้างกำไรให้กับบริษัทในเครือมากขึ้นด้วย

“ท่ามกลางเศรษฐกิจการเมืองแบบนี้ การดำเนินธุรกิจควรอยู่ในจังหวะทั้งเร็ว ช้า หนัก เบา บางอันต้องเร็ว บางอันต้องช้า หนัก เบา เช่น การบริหารงานต้องมั่นคง แม้จะแต่ช้าหน่อย แต่ถ้าเป็นธุรกิจต้องเร็ว จะอยู่นิ่งเฉยไม่ได้”

ประธานเครือสหพัฒน์ ยังบอกด้วยว่า ขณะนี้ถือเป็นช่วงเวลาที่ดีสุด สำหรับการปรับปรุงโครงสร้างภายในองค์กรเพื่อให้แข็งแรง “จะทำให้เราวิ่งได้เร็วขึ้น”

นอกจากนี้ ยังเป็นปีที่จะให้ความสำคัญกับ “ธุรกิจค้าปลีก และธุรกิจบริการ” มากขึ้น ซึ่งจะช่วยผสานธุรกิจ (integrated) ในเครือได้ และถือเป็นเทรนด์การค้าขายที่สำคัญจะทำให้ธุรกิจอยู่รอด โดยปัจจุบันจะต้องมีช่องทางจำหน่ายที่หลากหลายหรือ OMNI Channel ไม่ใช่แค่ Multi Channel เท่านั้น

ที่สำคัญการมีธุรกิจค้าปลีกจะช่วยสร้างฐานข้อมูลผู้บริโภคให้กับเครือได้เป็นอย่างดี ซึ่งที่ผ่านมาเครือสหพัฒน์ได้จับมือกับเทรดเดอร์ญี่ปุ่นรายใหญ่ ทั้ง มิตซุย อิโตชู ซูมิโตโม คอร์ปอเรชั่น กรุ๊ป รวมถึงบริษัท สรรพสินค้าเซ็นทรัล จำกัด เปิดสถานีช้อป ชาแนล รวมไปถึงการผนึกร้านสะดวกซื้ออันดับสองของญี่ปุ่นอย่าง ลอว์สัน อิงค์ เจแปน เปิดร้านสะดวกซื้อ ลอว์สัน 108 เป็นต้น

โดยเขาระบุว่า การรุกธุรกิจค้าปลีก ถือเป็นกระแสเพื่อความอยู่รอด เพราะหมายถึงการมีหน้าร้านเป็นของตัวเอง

“ถ้าเราไม่มี วันหลังเราจะขยายจะช้ากว่าคนอื่น”

เขายังยอมรับว่าที่ผ่านมามีหลายบริษัทต่างชาติ ที่อยู่ระหว่างเจรจาร่วมกัน ในการเข้ามาเป็นพันธมิตรทางธุรกิจ หรือมองไปไกลถึงการร่วมทุนโดยเฉพาะในธุรกิจค้าปลีก และสินค้าอุปโภคบริโภค โดยเฉพาะทุนญี่ปุ่น

” มีเยอะที่คุยกับเราอยู่เป็นสิบราย แต่พูดไม่ได้ ส่วนใหญ่เป็นนักลงทุนญี่ปุ่น ซึ่งถือว่าเยอะกว่าปกติ”

นายบุณยสิทธิ์ ยังกล่าวว่า ปีนี้ยังจะเป็นปีที่เครือสหพัฒน์ให้ความสำคัญกับการนำ “เทคโนโลยี” มาใช้ในการบริหารธุรกิจมากขึ้น เพราะเล็งเห็นว่าจะเป็นปัจจัยที่เข้ามามีบทบาทในการดำเนินธุรกิจในอนาคต ที่จะนำพาองค์กรให้ขยายตัวเร็วขึ้น

“เทรนด์ธุรกิจในอนาคต เทคโนโลยีจะมีบทบาทมาก สมัยนี้ถ้าไม่รู้จักใช้เทคโนโลยีในการบริหารงานก็จะช้ากว่าคนอื่น และไม่มีอนาคต ที่สำคัญคือการมีหน้าร้านจำหน่ายสินค้า ซึ่งเป็นเทรนด์ที่เราจะต้องทำเพื่อให้อยู่รอด ถ้าเราไม่มี วันหลังอาจจะขยายชักช้ากว่าคนอื่น โดยธุรกิจค้าปลีกเกิดเป็นยุคๆ เช่น ยุคดีพาร์ทเมนต์สโตร์ ซูเปอร์สโตร์ หรือยุคหนึ่งที่เป็นร้านคอนวีเนียนสโตร์ อีกยุคหนึ่งอาจจะเป็นเว็บไซต์ ส่วนการจำหน่ายสินค้าในยุคนี้ต้องเป็น OMNI Channel Retail มีช่องทางที่หลากหลายมากขึ้น”

ปี2556โตหลักเดียว-ยอดขายทะลุ 2 แสนล้าน

ส่วนผลประกอบการของเครือสหพัฒน์ในปีที่ผ่านมา “บุณยสิทธิ์” กล่าวว่า เป็นอีกหนึ่งปีที่อัตราเติบโตอยู่ในตัวเลขหลักเดียวที่ 5-6% ต่อเนื่องจากเมื่อ 2-3 ปี หลังจากก่อนหน้านี้อัตราเติบโตไม่ต่ำกว่า 10% หรืออยู่ที่ตัวเลขสองหลักมาตลอด สถานการณ์ที่เกิดขึ้น สะท้อนให้เห็นชัดเจนถึงกำลังซื้อที่ชะลอตัวลงจากปัญหาเศรษฐกิจ การเมืองในประเทศ

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าอัตราเติบโตในปีที่ผ่านมา จะไม่เข้าเป้า แต่ถือเป็นปีแรกที่ยอดขายของเครือสหพัฒน์ “ทะลุ 2 แสนล้านบาท” จากฐานรายได้และธุรกิจของเครือที่มีขนาดใหญ่ จึงดันให้ยอดขายโดยรวมเติบโตขึ้นได้ จากปัจจุบันเครือสหพัฒน์มีบริษัทลูกมากกว่า 300 บริษัท และมีพนักงานมากกว่า 1 แสนคน

ส่วนธุรกิจที่ยังเติบโตได้ดีในปีที่ผ่านมา ยังคงเป็นเซ็คเตอร์สินค้าอุปโภคบริโภค เช่น บริษัท ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมาม่า บริษัท ไลอ้อน (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและทำตลาดผงซักฟอกเอสเซ้นซ์ เปา ครีมอาบน้ำโชกุบุสซึฯ บริษัท เพรซิเดนท์ เบเกอรี่ จํากัด ผู้ผลิตและจำหน่ายขนมปังฟาร์มเฮ้าส์ เป็นต้น โดยธุรกิจเหล่านี้ถือว่ายังคงเติบโตสูงมากกว่า 10% มากกว่าภาพรวมของเครือ

ส่วนบริษัทที่ค่อนข้างเติบโตน้อยในปีที่ผ่านมา ได้แก่ สินค้าในกลุ่มแฟชั่น เช่น บริษัท ไอ.ซี.ซี.อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ซึ่งสะท้อนภาพกำลังซื้อที่ชะลอตัวอย่างชัดเจน

“2-3 ปีที่ผ่านมา ยอดขายเครือสหพัฒน์โตค่อนข้างน้อย เป็นอัตรา 1 หลัก เทียบกับอดีตที่เติบโตในอัตรา 2 หลัก และโตเป็นเท่าตัว การที่ยอดขายเราโตน้อย เพราะได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจ กำลังซื้อ ค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นมากในช่วงต้นปี ทำให้บางธุรกิจ ได้รับผลกระทบและต้องปิดกิจการลง”

Posted on January 30, 2014, in K.Boonsithi. Bookmark the permalink. Leave a comment.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: