“ยูนิฟ”ซุ่มพัฒนาชาเขียวเขย่าตลาด ลุย”กาแฟ-บะหมี่-เครื่องสำอาง”ดันโต2เท่าใน5ปี

updated: 07 ก.พ. 2557 เวลา 22:00:06 น.
ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

“ยูนิฟ” ซุ่มพัฒนาชาพรีเมี่ยมเขย่าตลาดชาเขียวพร้อมดื่ม 1.7 ล้าน ประกาศชัดศึกแห่งศักดิ์ศรี แม้ส่วนแบ่งตลาดเหลือ 1% มุ่งตอกย้ำภาพลักษณ์แบรนด์ “เพื่อสุขภาพ” พร้อมเดินหน้าขยายฐานนักดื่มน้ำผัก-ผลไม้ แตกไลน์ธุรกิจใหม่เสริมทัพเพียบ ตั้งเป้าโตปีละ 20-30% เตรียมดับเบิลธุรกิจในอีก 5 ปี

13917685301391768547l

 

 

 

 
ทนุ เนาวรัตน์พงษ์

นายทนุ เนาวรัตน์พงษ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ยูนิ-เพรสซิเดนท์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ปัจจุบันสัดส่วนรายได้ของบริษัทมาจากในประเทศ 60-70% ส่งออก 10% ที่เหลือเป็นการรับจ้างผลิต โดยสัดส่วนในประเทศมาจาก 3 ธุรกิจหลัก คือ น้ำผักผลไม้ 60-65% กลุ่มชาพร้อมดื่ม 30% และอื่นๆ

ตลาดชาเขียวปีที่ผ่านมามีการเปลี่ยนแปลงสูงในหลายด้าน ทั้งการแข่งขัน และส่วนแบ่งการตลาด โดยบริษัทก็ได้รับผลกระทบจากการออกมาทุ่มตลาดของรายใหญ่ แม้จะใช้งบฯการตลาดที่มากขึ้นกว่าปี 2555 ถึง 50% แต่ผลลัพธ์กลับไม่เป็นอย่างที่คาดไว้ ปัจจุบันมีส่วนแบ่งในตลาดชาเขียวพร้อมดื่มเพียง 1% จากมูลค่า 1.7 หมื่นล้านบาท ถือเป็นตัวเลขน้อยที่สุดเท่าที่เคยมีมา

อย่างไรก็ตาม บริษัทยังไม่ถอดใจในตลาดชาเขียว ซึ่งถือเป็นผู้บุกเบิกมาตั้งแต่ต้น ขณะนี้อยู่ระหว่างพัฒนาชาเขียวสูตรใหม่ในกลุ่มพรีเมี่ยม โดยชูเรื่องสุขภาพเน้นสร้างมูลค่าเพิ่มในด้านประโยชน์ใหม่ๆ เพื่อหาเอกลักษณ์ให้กับตัวสินค้า และสร้างที่ยืนใหม่ในตลาดชาเขียว อาทิ ชาผสมสมุนไพร ฯลฯ ซึ่งเป็นโมเดลที่ประสบความสำเร็จมาแล้วที่ไต้หวัน

“บริษัทแม่ที่ไต้หวันถือว่าชาเขียวสำคัญมาก เป็นเกมแห่งศักดิ์ศรีที่จะต้องยืนหยัดอยู่ให้ได้แม้ว่าจะเป็นพื้นที่เล็ก ๆ”

บริษัทได้ร่วมกับสหพัฒนพิบูลเป็นผู้จำหน่ายสินค้า เพื่อช่วยขยายในตลาดต่างจังหวัด โดยจะมุ่งไซซ์เล็กขนาด 10 บาทเป็นหลัก เพื่อให้เกิดการตัดสินใจซื้อง่ายขึ้น

นอกจากชาเขียวบริษัทยังมีสินค้าในกลุ่มชานมภายใต้แบรนด์ “บาเล่” ครองส่วนแบ่งประมาณ 20% จากตลาดรวม 137 ล้านบาทซึ่งจะเป็นสินค้าหลักที่เน้นทำตลาดในปีนี้ เนื่องจากมีการเติบโตสูงและคู่แข่งปัจจุบันมีเพียง “ทีเบรค” จากค่ายคิริน

นายทนุกล่าวว่า ปัจจุบันตลาดที่แข็งแกร่งที่สุดของบริษัทคือ น้ำผักและผลไม้ มีส่วนแบ่งตลาด 40% จากตลาดมูลค่า 1,700 ล้านบาท ถือว่าเล็กมากเมื่อเทียบกับตลาดน้ำผลไม้ 1.1 หมื่นล้านบาท เติบโต 10% ต่อเนื่องทุกปี และยังมีศักยภาพที่จะเติบโตสูง

ทั้งกระแสของการดูแลสุขภาพและคู่แข่งใหม่ที่เข้ามา ทำให้ตลาดมีความคึกคักมากขึ้น โดยแนวทางของบริษัทปีนี้ยังเน้นให้ผู้บริโภคตระหนักถึงประโยชน์ที่ได้จากการดื่มน้ำผักและผลไม้ผ่านทางภาพยนตร์โฆษณา และกิจกรรมต่าง ๆ

รวมถึงการรุกตลาดใหม่ จากการเปิดตัวน้ำมะเขือเทศ “Unif I”m tomato” เมื่อช่วงปลายปีที่ผ่านมา หลังจากพบว่าฐานของคนที่ดื่มน้ำมะเขือเทศมีขนาดใหญ่ขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่น เพราะให้คุณประโยชน์ในเรื่องของผิวพรรณ

“ตลาดน้ำผักผลไม้เป็นพื้นที่ที่แข็งแกร่งที่สุดของเรา แม้จะยังเล็กอยู่ แต่พฤติกรรมดูแลสุขภาพในปัจจุบันจะช่วยให้เราขยายฐานขึ้นมาเรื่อย ๆ ความท้าทายของเราในตลาดน้ำผลไม้ คือ ผู้บริโภคยังไม่เปิดใจในเรื่องรสชาติ คิดว่าไม่อร่อย แต่วันนี้เราเริ่มเห็นพื้นที่ของคำว่าอร่อยแคบลงแล้ว เห็นชัดว่าวันนี้เครื่องดื่มบางตัวที่ไม่อร่อยก็ขายดี ดังนั้นทิศทางของเราปีนี้จะเน้นสื่อสารถึงประโยชน์ที่ผู้บริโภคจะได้รับมากขึ้น”

นายทนุกล่าวอีกว่า นอกจากตลาดเครื่องดื่มแล้ว ปีที่ผ่านมาได้เริ่มนำสินค้าใหม่เข้ามาทดลองตลาด อาทิ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป แผ่นมาสก์หน้า ขนมขบเคี้ยว และกาแฟคั่วบด เพื่อสร้างการเติบโตและบาลานซ์ธุรกิจของยูนิฟในไทยให้มีความหลากหลายมากขึ้น โดยเน้นผลิตภัณฑ์ที่ประสบความสำเร็จในเอเชียเป็นหลัก

“บริษัทแม่ที่ไต้หวันเป็นผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภครายใหญ่ ธุรกิจหลากหลายประเภท ดังนั้นเรามีสินค้าอีกมากมายที่จะนำเข้ามาทดลองเปิดตลาดในไทย โดยเน้นตัวที่สำเร็จในตลาดอื่น ๆ แล้ว”

ทิศทางปีนี้จะเพิ่มไลน์สินค้าใหม่ๆ อาทิ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปรสหมู จากเดิมที่มีแค่รสเนื้อ รุกเข้าไปยังพื้นที่ท่องเที่ยวมากขึ้น เพราะนักท่องเที่ยวมีความคุ้นเคยกับแบรนด์ นอกจากนี้ยังโฟกัสกาแฟคั่วบดในลักษณะบีทูบีจำหน่ายให้กับร้านค้าต่างๆ

โดยบริษัทมีการตั้งโรงคั่วเมล็ดกาแฟเมื่อปีที่ผ่านมา จากเทรนด์การดื่มกาแฟของคนไทยที่เติบโตขึ้น ทั้งนี้อนาคตมีแผนรุกธุรกิจร้านกาแฟสดซึ่งบริษัทมีประสบการณ์จากการเป็นมาสเตอร์แฟรนไชส์ให้กับ “สตาร์บัคส์” ที่ประเทศไต้หวัน โดยตั้งเป้ากลุ่มธุรกิจใหม่จะโตไม่ต่ำกว่า 50% ในปีนี้

ส่วนภาพรวมบริษัทปีนี้จะมุ่งการขยายฐานผู้บริโภคเป็นหลัก โดยเน้นการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ที่สามารถสร้างความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ โดยตั้งเป้าเติบโตเฉลี่ยปีละ 20-30% ต่อเนื่องทุกปีจากนี้

“ปัจจุบันเราโต 3 เท่าจากปี 2552 คิดว่าระยะเวลา 3-5 ปีจากนี้น่าจะดับเบิลยอดขายได้แน่ สอดคล้องกับโจทย์ของบริษัทแม่ว่า ต้องการสร้างยูนิ-เพรสซิเดนท์เป็นเนสท์เล่ของเอเชีย”

Posted on February 7, 2014, in Uncategorized. Bookmark the permalink. Leave a comment.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: