“ช็อปปิ้งออนไลน์” บูม ค้าปลีกยุโรปปรับทิศ…ดันยอดขาย

updated: 25 ก.พ. 2557 เวลา 20:10:18 น.
ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

คอลัมน์ Market Move

หลัง “ช็อปปิ้งออนไลน์” บูมขึ้นในแวดวงของแบรนด์แฟชั่นลักเซอรี่ที่หันมาบุกเบิกช่องทางดังกล่าวมากขึ้น สิ่งที่หลายๆ คนกังวลว่าการเปิดช่องทางดังกล่าวจะกระทบกับยอดขายในร้านค้า จากผลการวิจัยล่าสุดยืนยันว่ายอดขายทั้ง 2 ช่องทางไม่ได้ส่งผลกระทบต่อกันแต่อย่างใด ตรงกันข้าม แต่ละช่องทางก็ตอบโจทย์ผู้บริโภคที่แตกต่างกัน

หนังสือพิมพ์ไฟแนนเชียลไทมส์ รายงานว่า Deloitte บริษัทที่ปรึกษาด้านการเงินรายใหญ่ของสหราชอาณาจักรได้เปิดเผยผลสำรวจร้านค้าปลีกแฟชั่น 17 รายใหญ่ในสหราชอาณาจักร ตั้งแต่ปี 2552-2556 โดยพบว่า 95% ของยอดขายเครื่องแต่งกายสำหรับผู้หญิงในช่องทางออนไลน์เป็นยอดที่เพิ่มเข้ามานอกเหนือจากยอดขายหน้าร้าน

สำหรับบริษัททั้ง 17 รายนี้ล้วนเป็นรายใหญ่ที่มีส่วนแบ่งตลาดรวมกันแล้วไม่ต่ำกว่า 50% ของค้าปลีกแฟชั่นในสหราชอาณาจักร

เช่นเดียวกับข้อมูลของ “อีเบย์” เว็บไซต์ที่เป็นตลาดซื้อ-ขาย-ประมูลสินค้าแบบออนไลน์ชื่อดังของโลก พบยอดขายในช่องทางออนไลน์เติบโตขึ้นสำหรับตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าในเยอรมนี ซึ่งคิดเป็น 98% ของยอดใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นนอกจากยอดขายจากร้านค้า

ผลการศึกษาจาก “Deloitte” ระบุว่า โดยทั่วไปบรรดาค้าปลีกที่ทำธุรกิจออนไลน์จะได้ประโยชน์ในแง่ของการสร้างแบรนด์ หรือการทำให้ผู้บริโภครู้จักแบรนด์มากกว่าจะได้ในเรื่องของยอดขาย เพราะมองว่า การขายผ่านหน้าร้านจะสามารถเข้าถึงผู้บริโภคในวงกว้าง และให้ประสบการณ์ในการเลือกซื้อสินค้าได้มากกว่าช่องทางออนไลน์

ข้อมูลจากห้างสรรพสินค้าชื่อดังของอังกฤษ “จอห์น ลูอิส” ระบุว่า ลูกค้าที่มีพฤติกรรมซื้อสินค้าจากทั้ง 2 ช่องทาง จะใช้เวลาในการเลือกซื้อสินค้ามากกว่า 4 เท่า เมื่อเทียบกับลูกค้าที่เลือกซื้อเพียงช่องทางใดช่องทางหนึ่ง

“แอนดี้ สตรีท” กรรมการผู้จัดการของจอห์น ลูอิส กล่าวว่า ปัจจุบันยอดขายของห้าง 30% จากช่องทางออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ JohnLewis.com

“ผมว่ามันไม่น่าจะเกิดการกินตลาดกันเองระหว่างการช็อปปิ้งออนไลน์กับการขายผ่านหน้าร้าน เห็นได้ชัดจากพฤติกรรมลูกค้าที่ซื้อสินค้าจากทั้ง 2 ช่องทางจะใช้เวลามากขึ้นในการเลือกซื้อสินค้า”

เขาระบุว่า สำหรับห้างสรรพสินค้า จอห์น ลูอิส พบว่ากลุ่มลูกค้าที่มีความจงรักภักดีกับเราจะต้องการใช้บริการทั้ง 2 ช่องทาง

ขณะที่บรรดาค้าปลีกแฟชั่นสัญชาติอังกฤษส่วนใหญ่มีความสุขกับยอดขายออนไลน์ที่เติบโตต่อเนื่อง และไม่กระทบต่อยอดขายหน้าร้าน แต่คู่แข่งสัญชาติยุโรปในประเทศอื่นๆ กลับไม่คิดเช่นนั้น

“ถ้าคุณไปสเปนหรืออิตาลี คุณจะพบแรงต้านการขายผ่านช่องทางออนไลน์จากบรรดาค้าปลีกท้องถิ่น” Jacob Aqraou หัวหน้าภูมิภาคยุโรปของทางเว็บไซต์อีเบย์ระบุ

ปัจจุบันเกือบ 10% ของยอดขายค้าปลีกในสหราชอาณาจักรเป็นการขายผ่านออนไลน์และเติบโตต่อเนื่อง ส่วนประเทศอื่นๆ อย่างอิตาลีและสเปน ตัวเลขดังกล่าวกลับตกลง 2% และ 3% ตามลำดับ

มากกว่านั้น กลุ่มธุรกิจอีคอมเมิร์ซในอังกฤษกำลังเดินหน้าขยายตลาดของพวกเขาไปสู่ภูมิภาคยุโรปในประเทศอื่นๆ

ยกตัวอย่าง Asos ค้าปลีกออนไลน์ในกลุ่มแฟชั่นและสินค้าความงามชื่อดังของสหราชอาณาจักร ปัจจุบันได้ขยายเข้าไปในฝรั่งเศสและเยอรมนีเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ขณะที่เว็บไซต์ AO.com ค้าปลีกออนไลน์ในกลุ่มเครื่องครัวก็นำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ และเตรียมขายหุ้น IPO ในเดือนนี้ เป้าหมายคือต้องการระดมทุนเพื่อเข้าไปขยายกิจการในเยอรมนี

วันนี้ “อีคอมเมิร์ซ” กำลังเข้ามาเปลี่ยนการทำธุรกิจของบรรดากลุ่มค้าปลีกทั่วทวีปยุโรป โดยค้าปลีกต่าง ๆ ต้องเพิ่มน้ำหนักในการนำเสนอบริการขายผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น จากไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป เทคโนโลยี โทรศัพท์มือถือและอินเทอร์เน็ตที่เข้ามามีส่วนในชีวิตประจำวันของคนมากขึ้น

ส่งผลให้ค้าปลีกทั้งหลายต้องพยายามบาลานซ์ยอดขายระหว่าง “ออนไลน์” กับ”ออฟไลน์” เพื่อสร้างการเติบโตระยะยาว

Posted on February 25, 2014, in Retail. Bookmark the permalink. Leave a comment.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: