จาก’บุณยสิทธิ์’ถึงคสช. หนุนโรดแมปปลุกศก.ฟื้น/เดินหน้าลงทุนต่อ

วันอาทิตย์ที่ 08 มิถุนายน 2014 เวลา 19:35 น. กอง บก.ฐานเศรษฐกิจ การตลาด MARKETING – คอลัมน์ : การตลาด MARKETING

“บุณยสิทธิ์” ชี้โรดแมปกระตุ้นเศรษฐกิจคสช.  ปลุกกำลังซื้อชาวนา  คาดส่งผลบวกให้เครือสหพัฒน์โต 5%   กวาดรายได้ 1.9 แสนล้านทรงตัว  แนะแก้ปัญหาจำนำข้าวให้เร่งส่งออก และรักษาค่าเงินอยู่ในอัตรา 33-34 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ  พร้อมเดินหน้าลงทุนต่อเนื่อง หลังซุ่มเจรจานักลงทุนต่างชาติ
alt    “สหพัฒน์”  เป็นหนึ่งในผู้ที่ออกมาเคลื่อนไหว ถึงวิกฤติกำลังซื้อที่ถดถอยอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา  และถูกจับตามองเป็นพิเศษโดยเฉพาะการจะปรับหรือขยับขึ้นราคาสินค้า ท่ามกลางเสียงโอดครวญของชนชั้นทุกระดับ และล่าสุดกับการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์ที่เชื่อว่าจะเป็นจุดเปลี่ยนของเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองไทย  การปรากฏตัวของ “บุณยสิทธิ์  โชควัฒนา”  ประธานเครือสหพัฒน์ ย่อมมีความพิเศษโดยเฉพาะในภาวะที่ไม่ธรรมดาเช่นนี้  ซึ่ง “เสี่ย” บอกว่า พร้อมตอบทุกคำถาม

++พอใจโรดแมปคสช.
ภาวะเศรษฐกิจไทยในครั้งนี้  อยู่ภายใต้การบริหารงานของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา   หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. จากการเข้ามาทำรัฐประหาร  และนั่งบริหารประเทศพร้อมกับขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยด้วยโรดแมปเศรษฐกิจ  ซึ่ง  “บุณยสิทธิ์”  ก็ออกอาการพึ่งพอใจกับโรดแมปดังกล่าว  เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจที่ผ่านมาอยู่ในบรรยากาศของความไม่ชัดเจน  เพราะนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร  รักษาการนายกรัฐมนตรีในช่วงก่อนหน้านี้  ไม่สามารถจะขับเคลื่อนนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจใดๆ ออกมาได้  ประกอบกับภาวะความตึงเครียดทางการเมืองของผู้ชุนมุมทางการเมือง 2 ขั้ว “กปปส.” และ “นปช.” ที่ต่างไม่มีใครยอมใคร  ทำให้บรรยากาศบ้านเมืองอึมครึม  ประชาชนไม่มีอารมณ์จับจ่ายใช้สอย นักธุรกิจ และนักลงทุนชะลอแผนการลงทุน  การทำตลาด  ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่อง  และแนวโน้มทางการเมืองก็ดูทีท่าว่าจะรุนแรงขึ้นทุกขณะด้วย
นายบุณยสิทธิ์  ประเมินสถานการณ์ภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันว่า   จะต้องปรับตัวดีขึ้นภายใต้บรรยากาศบ้านเมืองเช่นนี้ เพราะทำให้นักธุรกิจมีกำลังใจ  และมีเงินเข้าสู่ระบบจากการที่คสช. สั่งให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร  (ธ.ก.ส.)  จ่ายเงินให้กับชาวนา ด้วยวงเงินกว่า 9 หมื่นล้านบาท  ซึ่งหากการจ่ายเงินทำได้อย่างรวดเร็วก็จะส่งผลต่อภาวะเศรษฐกิจโดยรวมปรับตัวดีขึ้นเร็วตามมาด้วย  และยังเห็นด้วยกับโรดแมปกระตุ้นเศรษฐกิจของคสช.  ที่นำออกมาใช้  และยังเป็นต้นแบบของการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ดี  หากประเทศอื่นที่ประสบปัญหาเช่นเดียวกับประเทศไทย   ก็สามารถนำไปใช้ได้เลย
“อยากฝากให้ทุกคนปรองดอง  ให้สามัคคีกัน  ที่ผ่านมาก็ให้ผ่านไป  อย่ามองเรื่องสีเหลืองสีแดง  ให้มองเรื่องเศรษฐกิจเป็นหลัก ซึ่งขณะนี้ต่างชาติก็เฝ้ามองประเทศไทย จึงควรสร้างเข้าใจให้กับชาวต่างชาติด้วย  ส่วนทีมที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจของคสช.  ก็มองว่าแต่ละคนก็เป็นผู้ชำนาญการด้านเศรษฐกิจ   เศรษฐกิจแบบนี้ต้องใช้เฮลิคอปเตอร์ดึงขึ้นมาเลย  เวลาขึ้นก็ต้องขึ้นเหมือนเฮลิคอปเตอร์  ครั้งที่แล้วเป็นการใส่เกียร์สโลว์ในการบริหารเศรษฐกิจ แต่ครั้งนี้ต้องใส่เกียร์ 5”
ด้านปัญหาโครงการรับจำนำข้าว นอกจากการเร่งจ่ายเงินให้กับชาวนาแล้ว ควรจะเร่งส่งออกข้าวที่มีอยู่ให้มากกว่านี้ ถ้าส่งออกดีก็จะส่งผลจีดีพีของประเทศ  แต่คงต้องดูอัตราแลกเปลี่ยนด้วย  ไม่ควรให้ค่าเงินบาทแข็งเกินไป  ควรให้อยู่ในระดับ 33-34 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งคิดว่าจีดีพีอย่างไรก็ไม่น่ามีปัญหาคาดว่าจะเติบโตได้ถึง 2-3%  โดยใช้อัตราแลกเปลี่ยนมาช่วย ขณะที่ภาพรวมเศรษฐกิจครั้งนี้ถือว่าตกต่ำกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา  แย่กว่าช่วงวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 และวิกฤติต้มยำกุ้ง  เพราะชาวนาได้รับผลกระทบ  ทำให้ธุรกิจอื่นๆ ได้รับผลกระทบตามมาด้วย
++ไตรมาสแรกไม่โต
หากมองกลับมาที่ธุรกิจของเครือสหพัฒน์  “บุณยสิทธิ์” ประเมินว่าในรอบปีนี้อาจจะปรับตัวได้ดีที่สุดคงเติบโตอยู่ในอัตรา 5% จากปีที่ผ่านมาที่ทำรายได้กว่า 1.9 แสนล้านบาท หลังจากช่วงไตรมาสแรกธุรกิจโดยรวมไม่ได้เติบโต  จากปัญหากำลังซื้อที่ชะลอตัวและปัญหาทางการเมือง  แต่ในบางบริษัทยอดรายได้โดยรวมลดลง 10-15%   ตกต่ำในรอบกว่า 10 ปี  ขณะที่บริษัทในกลุ่มเครื่องสำอางลดลงมากที่สุดถึง 20%   นอกจาก  เครือสหพัฒน์จะต้องเผชิญกับปัญหาภายในประเทศแล้ว  กับภาวะเศรษฐกิจและตลาดต่างประเทศ  ก็ส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจของเครือสหพัฒน์ด้วยเช่นกัน
แม้ว่าในปีนี้ไม่มีโรงงานปิดตัวลงเหมือนกับปีที่ผ่านมาที่ต้องปิดโรงงานผลิตถุงเท้าไป 1 แห่งก็ตาม  แต่ปัญหาเรื่องค่าเงินบาทและต้นทุนค่าแรงจากนโยบายค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท  ก็มีผลทำให้เครือสหพัฒน์ต้องปรับสัดส่วนการส่งออกลงเหลือ 20%  จากที่ผ่านมามีสัดส่วน 30-35%  แต่หากโรดแมปเศรษฐกิจที่ออกมาในปีนี้ยังไม่สามารถเรียกความเชื่อมั่นของผู้บริโภค และนักธุรกิจกลับฟื้นมาเป็นปกติได้  เครือสหพัฒน์ก็ประเมินว่าปีนี้ธุรกิจคงไม่เติบโตแต่ก็ไม่ได้ลดต่ำลงจากปีที่ผ่านมา
ปัจจัยที่ชี้วัดถึงแนวโน้มที่ดีขึ้นของธุรกิจของเครือสหพัฒน์อีกประการ  คือ  การเดินหน้าลงทุนอย่างต่อเนื่อง  ซึ่งในช่วงปีที่ผ่านมาดูเหมือนว่าเครือสหพัฒน์จะชะลอแผนการลงทุนใหม่  แต่สำหรับปีนี้ได้เริ่มมีความชัดเจนที่จะเดินหน้าลงทุนอย่างต่อเนื่อง  จากการเจรจากับกลุ่มทุนนับ 10 ราย  เพื่อลงทุนไม่น้อยกว่า 10 โปรเจ็กต์  ในเรื่องของ อาหาร เซอร์วิส เป็นต้น แม้ว่าขั้นตอนของการลงทุนจะอยู่ในช่วงการเจรจาเพื่อเตรียมความพร้อมที่จะลงทุนในปีหน้า  แต่ถือว่าเป็นสัญญาณที่ดีและเป็นความเชื่อมั่นของเครือสหพัฒน์ต่อภาวะเศรษฐกิจไทยที่จะมีต่อไปในอนาคตด้วย   ส่วนในปีนี้มีการลงทุนที่ชัดเจนเป็นการทำตลาดภายใต้แบรนด์เสื้อผ้า เอราวอง ประมาณ 100 ล้านบาท
สำหรับงานสหกรุ๊ปแฟร์ ครั้งที่ 18 ซึ่งจะมีสินค้าของบริษัทในเครือกว่า 300 บริษัทรวมกว่า 1 หมื่นรายการมาลดราคาครั้งใหญ่ประจำปี  ภายใต้แนวคิด  An Honest World จะมีขึ้นระหว่างวันที่ 26-29 มิถุนายนนี้ ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 34 ฉบับที่ 2,955 วันที่ 8 – 11  มิถุนายน  พ.ศ. 2557

Posted on June 8, 2014, in K.Boonsithi, Sahapat. Bookmark the permalink. Leave a comment.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: