สแน็ก 3 หมื่นล้านแข่งดุ!’เถ้าแก่น้อย’ปลุกตลาดป๊อปคอร์นคึกคัก

จับตาตลาดสแน็ก 3 หมื่นล้านแข่งเดือด  แบรนด์ดังตบเท้าลงตลาดคึกคัก  คาดทั้งปีโต 5%  สวนทางครึ่งปีแรกที่ตลาดติดลบ  “เถ้าแก่น้อย” ชี้ปัจจัยกระตุ้นมาจากนวัตกรรมและโปรโมชัน  ล่าสุดปรับแนวรบตลาดส่งโมเดลธุรกิจ “ซี ทู ฟาร์ม”  แตกไลน์จากสาหร่ายปรุงรส สู่ข้าวโพดคั่วพรีเมียม มั่นใจกระแสตอบรับดี  พร้อมเดินหน้ารุกตลาดจีน อินโดนีเซีย
altนายอิทธิพัทธ์ พีระเดชาพันธ์  ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร  บริษัท เถ้าแก่น้อย ฟู๊ดแอนด์มาร์เก็ตติ้ง จำกัด (มหาชน)  ผู้ผลิตและจำหน่ายขนมขบเคี้ยวหรือสแน็ก ภายใต้แบรนด์ “เถ้าแก่น้อย” เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า แนวโน้มตลาดสแน็กซึ่งมีมูลค่ารวมราว 2.98 หมื่นล้านบาท ในปีนี้คึกคักกว่าปีก่อน เนื่องจากมีผู้ประกอบการหลายแบรนด์ที่รุกทำตลาดมากขึ้น ส่งผลให้มีการแข่งขันที่รุนแรง ในหลายประเภททั้งสาหร่ายปรุงรส, ขนมขึ้นรูป และล่าสุดข้าวโพดคั่ว ฯลฯ  ทำให้คาดว่าในสิ้นปีนี้ตลาดสแน็กโดยรวมจะมีการเติบโตประมาณ 5%  เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่มีการเติบโตเพียง 1%  ขณะที่ในครึ่งปีแรกตลาดยังคงได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์การเมือง ทำให้ผู้บริโภคลดการใช้จ่าย จนเป็นเหตุให้ตลาดซบเซาตามไปด้วย

“ในปีที่ผ่านมาตลาดสแน็กเมืองไทยยังมีการเติบโตลดลง ส่วนในครึ่งปีแรกพบว่ามีการเติบโตติดลบ 1% เนื่องจากสถานการณ์การเมืองและกำลังซื้อผู้บริโภคที่ชะลอตัว ซึ่งคาดว่าในครึ่งปีหลัง ตลาดสแน็กจะฟื้นกลับคืนมา จากปัจจัยบวกที่จะส่งผลต่อตลาด คือ ในไตรมาส 3 ที่นักท่องเที่ยวจะกลับมา ทำให้บรรยากาศการจับจ่ายคึกคักขึ้น ส่วนในไตรมาส 4 เป็นไฮซีซันของธุรกิจภาพรวมของตลาดจึงมีแนวโน้มดีกว่าช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน”
โดยเซ็กเมนต์ที่ได้รับความนิยมสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ มันฝรั่ง, ขนมขึ้นรูป และถั่ว ขณะที่เซ็กเมนต์ข้าวโพดคั่วหรือป๊อปคอร์น ยังเป็นเซ็กเมนต์ที่มีการเติบโตสูงสุด คือเติบโต 44% ในขณะที่มันฝรั่ง เติบโต 6%  เทียบเท่ากับปีที่ผ่านมา ส่วนขนมขึ้นรูปมีอัตราการเติบโตติดลบ 7% ทั้งนี้จากข้อมูลทางการตลาดพบว่า ในปี 2555 ตลาดป๊อปคอร์น (เฉพาะป๊อปคอร์นที่วางจำหน่ายค้าปลีกทั่วไป ไม่รวมป๊อปคอร์นที่จำหน่ายตามโรงภาพยนตร์) มีการเติบโตกว่า 100%
ขณะที่ในปี 2556  มีมูลค่าตลาดรวม 337 ล้านบาท เติบโต 69% เทียบกับปี 2555 ที่ตลาดมีมูลค่าเพียง 199 ล้านบาท ส่วนในปีนี้ คาดว่าตลาดรวมจะเติบโตราว 20% ส่งผลให้มีมูลค่าตลาดราว 396 ล้านบาท  โดยปัจจัยหลักมาจากการที่มีผู้ประกอบการรายใหม่เกิดขึ้น โดยเฉพาะในตลาดข้าวโพดคั่วพรีเมียมนำเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งได้รับความนิยมอย่างสูง ทำให้เชื่อว่าตลาดป๊อปคอร์นยังมีโอกาสเติบโตอย่างรวดเร็ว
ส่วนตลาดสาหร่ายปรุงรส ซึ่งเถ้าแก่น้อยเป็นผู้นำตลาด  ในปีนี้จะแข่งขันกันที่นวัตกรรม ด้วยการพัฒนารสชาติใหม่ รูปแบบใหม่ออกสู่ตลาด ขณะเดียวกันจะขยายการทำตลาดตลาดไปสู่ตลาดต่างประเทศทั้งในเอเชีย และยุโรป อาทิ จีน อินโดนีเซีย ซึ่งจะเห็นในปีนี้ด้วย นอกจากนี้บริษัทจะพัฒนาผลิตภัณฑ์ในกลุ่มแมส ออกสู่ตลาดเพิ่มมากขึ้น เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคทุกเพศ ทุกวัย  และครอบคลุมในทุกช่องทางการจัดจำหน่ายทั้งร้านค้าสมัยใหม่หรือโมเดิร์นเทรด และร้านค้าทั่วไป หรือเทรดดิชันนัลเทรด
อย่างไรก็ดี การทำตลาดสแน็กในปัจจุบัน ผู้ประกอบการจะต้องมีความเคลื่อนไหวตลอดเวลา เช่นการรุกตลาดข้าวโพดคั่ว ภายใต้ชื่อ “เถ้าแก่ป๊อป”  เกิดขึ้นจากแนวคิดใหม่ ภายใต้โมเดลธุรกิจ “ซี ทู ฟาร์ม”  (Sea to Farm) ที่เริ่มต้นจากธุรกิจสาหร่าย ก่อนขยายสู่ข้าวโพดคั่ว  ซึ่งเป็นการต่อยอดจากร้านต๊อบคอร์น  (Tob Corn) ร้านจำหน่ายข้าวโพดคั่วสดพรีเมียม ภายใต้แนวคิด “Popcorn Beyond Imagination by ToB” ซึ่งเปิดให้บริการเมื่อต้นปีที่ผ่านมา  ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างดี จนปัจจุบันมีการขยายสาขาแล้วรวม 5 สาขา อาทิ  เทอร์มินอล 21, สยามสแควร์วัน (S1) ซีคอนสแควร์  โดยเบื้องต้นเถ้าแก่ป๊อปจะมีวางจำหน่ายที่ร้านเซเว่น อีเลฟเว่นทั้ง 8 พันสาขา ก่อนที่จะขยายไปยังร้านค้าทั่วไป
“การทำตลาดของ “เถ้าแก่ป๊อป”  เกิดขึ้นภายใต้กลยุทธ์ Brand Synergy  การผนึกกำลังของแบรนด์ที่แข็งแกร่งอย่างเถ้าแก่น้อย มาช่วยผลักดันให้เถ้าแก่ป๊อปเป็นที่รู้จัก  เพราะป๊อปคอร์นในระดับพรีเมียมถือเป็นเซ็กเมนต์ใหม่ในตลาด  จึงต้องเน้นการสร้างแบรนด์ และกระตุ้นให้เกิดการทดลองชิม ขณะเดียวกันก็ต้องหาซื้อได้สะดวก”  นายอิทธิพัทธ์กล่าวและว่า
กลยุทธ์การทำตลาดถือเป็นสิ่งสำคัญในตลาดแมส โดยพบว่านอกจากการทำตลาดแบบออฟไลน์ ทั้งการโฆษณา ประชาสัมพันธ์ ส่งเสริมการขายหรือโปรโมชันแล้วนั้น การตลาดบนโลกไซเบอร์หรือดิจิตอล มาร์เก็ตติ้งก็มีบทบาทสำคัญ โดยเฉพาะในยุคปัจจุบันที่คนไทยนิยมสื่อสารกันผ่านโซเชียล เน็ตเวิร์กจนติดอันดับต้นๆ ของโลก ทำให้บริษัทเลือกทำกิจกรรมผ่านทางออนไลน์ เพื่อสร้างแบรนด์และกระตุ้นให้เกิดการทดลองชิมโดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่น คนรุ่นใหม่
สำหรับตลาดสแน็ก ในปีที่ผ่านมามีมูลค่าตลาดรวม 2.98 หมื่นล้านบาท แบ่งออกเป็น 9 ประเภทได้แก่  แป้งขึ้นรูป, มันฝรั่ง, สาหร่ายปรุงรส, ถั่ว, ปลาเส้น, ข้าวเกรียบกุ้ง, ปลาหมึก, ข้าวอบกรอบ และข้าวโพดคั่ว

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 34 ฉบับที่ 2,978 วันที่  28 – 30  สิงหาคม พ.ศ. 2557

Posted on August 30, 2014, in Uncategorized. Bookmark the permalink. Leave a comment.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: