Category Archives: Convenient Store

กำลังซื้อร่วง-คอนวีเนี่ยนบูมยอดสินค้า”ไซซ์เล็ก”กระฉูด

ประชาชาติธุรกิจออนไลน์ 2 พ.ย. 2556

ไซซ์เล็ก-ซองคึกคัก ยอดเติบโตต่อเนื่อง รับเศรษฐกิจ กำลังซื้อซบ-ร้านสะดวกซื้อขยายตัวสูง สินค้าแห่โปรโมตปลุกยอด กระตุ้นการทดลองใช้ ขยายตลาดแมส นายกยี่ปั๊วชี้ตลาดยังเติบโตได้อีกมาก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะนี้สินค้าต่าง ๆ มีการโหมโฆษณาประชาสัมพันธ์ในส่วนของสินค้าไซซ์เล็กกันมากขึ้น อาทิ นีเวีย ที่มีจัดโปรโมชั่นผลิตภัณฑ์ “ดีโอโดแรนท์ เอ็กซ์ตร้า ไวท์เทนนิ่ง โรลออน” ขนาด 12 มล. ราคา 25 บาท จำหน่ายเฉพาะในเซเว่นอีเลฟเว่นเท่านั้น หรือกรณีของพีแอนด์จีที่มีภาพยนตร์โฆษณาโปรโมต “โอเลย์ รีเจนเนอริสท์” ขนาด 14 กรัม ในราคา 169 บาท จำหน่ายเฉพาะในร้านเซเว่นฯ เพื่อกระตุ้นให้ผู้บริโภคเกิดการทดลองใช้

นางสาวจุฑามาศ วชิรเขื่อนขันธ์ ผู้จัดการอาวุโสผลิตภัณฑ์นีเวีย เพื่อผิวหน้าสำหรับผู้หญิง บริษัท ไบเออร์สด๊อรฟ (ประเทศไทย) จำกัดกล่าวว่า ปัจจุบันสินค้าขนาดเล็กในกลุ่มผลิตภัณฑ์ดูแลผิวหน้าสำหรับผู้หญิงมีแนวโน้มเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะขนาด 50 กรัม ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ไซซ์เล็กเติบโตไม่ได้มาจากสภาพเศรษฐกิจที่เติบโตลดลง ในทางกลับกันสินค้ากลุ่มนี้ก็ยังเติบโตอย่างต่อเนื่อง เพราะผู้บริโภคยังคงให้ความสนใจกับการดูแลผิวพรรณ แม้สภาพเศรษฐกิจจะไม่ดี โดยปัจจัยหลักของการเติบโตมาจากการขยายตัวของร้านสะดวกซื้อหรือคอนวีเนี่ยนสโตร์ ที่ทำให้พฤติกรรมการซื้อของผู้บริโภคเปลี่ยนไป เน้นสะดวก ซื้อสินค้าใกล้บ้านมากขึ้น

ด้านนายสมชาย พรรัตนเจริญ นายกสมาคมค้าส่ง-ปลีกไทย เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ขณะนี้คนมีกำลังซื้อน้อยลง ส่งผลให้สินค้าไซซ์เล็กและรูปแบบซองหรือซาเชต์ขายดีมากขึ้น เพราะผู้บริโภคต้องจัดสรรงบประมาณในการซื้อสินค้าแต่ละประเภทให้ครบ เมื่อกำลังซื้อลดลงจึงต้องเลือกสินค้าที่มีขนาดเล็กลง

ขณะเดียวกัน ก็เป็นกลยุทธ์ของผู้ผลิตสินค้าในปัจจุบัน โดยเฉพาะรายใหญ่ที่มีการแบ่งเซ็กเมนต์ชัดเจนระหว่างโมเดิร์นเทรดและเทรดิชั่นนอลเทรด เพื่อไม่ให้เกิดการแย่งตลาดกัน โดยไซซ์ใหญ่จะอยู่ในโมเดิร์นเทรด ขณะที่ไซซ์เล็กหรือซาเชต์ก็จะอยู่ในร้านค้าทั่วไปหรือโชห่วย รวมถึงในเซเว่นฯที่เป็นช่องทางเดียวกัน

“กลยุทธ์ไซซ์เล็กอีกส่วนมาจากที่บรรดาผู้ผลิตต้องการขยายฐานลูกค้าให้กว้างขึ้น มองไปที่ตลาดต่างจังหวัดหรือตลาดแมส ขณะเดียวกันบางค่ายอาจมองที่ทำให้เกิดการทดลองสินค้าได้ง่ายขึ้น ด้วยราคาที่เข้าถึงง่าย”

ทั้งนี้ เชื่อว่าหากสภาพเศรษฐกิจยังเป็นเช่นปัจจุบัน จะส่งผลให้ไซซ์เล็กและซาเชต์เติบโตต่อเนื่อง โดยปัจจุบันมากกว่า 50% ของสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำหน่ายในโชห่วยก็เป็นไซซ์เล็กและซองเป็นหลัก

ก่อนหน้านี้นายวรศิษย์ ตุรงค์สมบูรณ์ ผู้จัดการฝ่ายประชาสัมพันธ์ผลิตภัณฑ์ บริษัท พรอคเตอร์ แอนด์ แกมเบิล เทรดดิ้ง (ประเทศไทย) จำกัด หรือพีแอนด์จี เปิดเผยว่า ไตรมาสสุดท้ายของกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคแต่ละแบรนด์จะมีการจัดโปรโมชั่นส่งเสริมการขายมากขึ้น โดยกำลังซื้อยังไปได้ดีอยู่ แต่เปลี่ยนพฤติกรรมการซื้อสินค้าเป็นขนาดเล็กลง โดยขนาด 300-399 มล.ขายดีที่สุด มีสัดส่วนการขายถึง 20.3% รองลงมาคือขนาด 100-199 มล. ส่วนขนาด 400-499 มล.ก็เติบโตขึ้นกว่า 50% จากที่มีสัดส่วนยอดขายที่ 6.1% เพิ่มเป็น 13.1% ทั้งนี้มาจากกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ลดลง แต่ละบ้านมีห้องน้ำมากกว่า 1 ห้อง ทำให้จำนวนการซื้อมากขึ้นแต่ขนาดเล็กลง

“ซีพี โลตัส” ขาย 36 สาขาในจีน ผนึกพันธมิตรสยายธุรกิจค้าปลีก

ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 23 ต.ค.2556 คอลัมน์ Market Move

“วูมาร์ท สโตร์ อิงก์” ผู้ดำเนินธุรกิจซูเปอร์มาร์เก็ตในประเทศจีนระบุว่า บริษัทมีการลงทุนซื้อกิจการร้านค้าปลีก 36 สาขาของ “ซีพี โลตัส คอร์ป” คิดเป็นเงิน 2.3 พันล้านเหรียญฮ่องกง หรือ 302 ล้านเหรียญสหรัฐ ผ่านวิธีแลกหุ้น (Share Swap) ระหว่างสองบริษัท เพื่อต้องการขยายกิจการเข้าไปทางจีนตอนเหนือ

สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า ตามรายงานของตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกงระบุว่า ส่วนหนึ่งของดีลที่เกิดขึ้นระหว่าง 2 บริษัท จะส่งผลให้ทั้งบริษัทซีพี โลตัส และวูมาร์ท กลายเป็นผู้ถือหุ้นของกันและกัน

สำหรับซีพี โลตัส เป็นหน่วยธุรกิจหนึ่งของ “ธนินท์ เจียรวนนท์” เจ้าของเครือเจริญโภคภัณฑ์ หรือซีพี มหาเศรษฐีและนักธุรกิจใหญ่ของไทย อย่างไรก็ตามทางซีพี โลตัส ยังคงเก็บสาขาที่เปิดในมณฑลกวางตุ้ง และมณฑลหูหนานไว้

ผลจากการขายกิจการดังกล่าวมาจากภาวะเศรษฐกิจที่กำลังอยู่ในช่วงชะลอตัว และการแข่งขันที่รุนแรงมากยิ่งขึ้น เป็นปัจจัยเร่งให้เกิดการผนึกกำลังกันทางธุรกิจ หรือการซื้อขายกิจการในอุตสาหกรรมค้าปลีกในจีนมากขึ้น โดยซีพี โลตัส ซึ่งรายได้ทั้งหมดมาจากภูมิภาคเอเชียรายงานว่า บริษัทมีผลขาดทุน 392 ล้านหยวน หรือคิดเป็น 64 ล้านเหรียญสหรัฐ ในปีที่ผ่านมา “ซู หยิง” กรรมการบริหารและประธานของ “วูมาร์ท” ระบุว่า ขณะนี้ตลาดค้าปลีกในจีนมีความเปราะบางมาก อย่างไรก็ตามสำหรับการลงทุนในครั้งนี้ เหตุผลสำคัญเพราะบริษัทต้องการขยายธุรกิจเข้าไปยังโลเกชั่น หรือพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ใหม่ ๆ รวมถึงการเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนด้วยการผนึกกับพันธมิตรทางธุรกิจอย่างเครือซีพี และซีพี โลตัส

รายงานผลประกอบการเมื่อสิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน ซีพี โลตัส คอร์ป ยังมีหนี้สุทธิอยู่ที่ 434 ล้านหยวน โดยผลจากการแลกหุ้นกัน ส่งผลให้วูมาร์ทถือหุ้น 10% ในซีพี โลตัส คิดเป็นมูลค่า 548 ล้านเหรียญฮ่องกง ขณะที่ซีพี โลตัส ถือหุ้นในวูมาร์ท 14% คิดเป็นมูลค่า 2.9 พันล้านเหรียญฮ่องกง

ปัจจุบัน ซีพี โลตัส มี 55 สาขาในจีน โดย 36 สาขาอยู่ในปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ และเมืองอื่น ๆ ส่วนอีก 19 สาขาอยู่ในมณฑลกวางตุ้ง และหูหนาน สำหรับวูมาร์ทมีฐานธุรกิจอยู่ในกรุงปักกิ่ง โดยผลประกอบการปีที่ผ่านมา กำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 2.7% คิดเป็น 602 ล้านหยวน ขณะที่สิ้นเดือนมิถุนายนปีนี้ มีเครือข่ายร้านค้าปลีก 541 สาขา แบ่งเป็นซูเปอร์สโตร์ 145 สาขา และมินิมาร์ท 396 สาขา

สำหรับส่วนแบ่งตลาดค้าปลีกในประเทศจีนนั้น จากรายงานของบริษัทวิจัยระดับโลก “ยูโรมอนิเตอร์” ระบุว่า ในปี 2555 วูมาร์ทมีส่วนแบ่ง

ตลาด 1.8% ในอุตสาหกรรมไฮเปอร์มาร์เก็ตของจีน ขณะที่เครือเจริญโภคภัณฑ์ เจ้าของซีพี โลตัส มีส่วนแบ่ง 2.3% โดยทั้ง 2 บริษัทต้องแข่งขันกับยักษ์ใหญ่ “วอล-มาร์ต” ที่มีสาขาจำนวนมากในจีน รวมถึงค้าปลีกท้องถิ่นรายใหญ่อีก 2-3 ราย

ขณะที่เทสโก้ ปีนี้ได้ประกาศร่วมทุนกับบริษัท ไชน่า รีซอร์ส เอ็นเตอร์ไพรส์ (China Resources Enterprise) โดยการควบรวมสาขามากกว่า 130 แห่งในจีน กับทางบริษัทยักษ์ใหญ่จากจีนรายนี้ 

โดยเทสโก้ถือเป็นค้าปลีกรายใหญ่ที่สุดในสหราชอาณาจักร ระบุว่าในเดือนตุลาคมจะใช้เงิน 4.33 พันล้านเหรียญฮ่องกง หรือ 558 ล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อเข้าถือหุ้น 20% ในไชน่า รีซอร์ส ที่ถือหุ้นทั้งสิ้น 80%

จากรายงานของแหล่งข่าวระบุว่า ขณะนี้เครือซีพียังอยู่ระหว่างการเข้าประมูลค้าปลีก “ParknShop” เชนซูเปอร์มาร์เก็ตของกลุ่ม “ฮัทชิสัน วัมเปา” โดยต้นปี

ที่ผ่านมา “ธนินท์” ก็เพิ่งประกาศเข้าซื้อหุ้น “ผิงอัน” ยักษ์ใหญ่ธุรกิจประกันในจีน ด้วยมูลค่ามหาศาลถึง 9.4 พันล้านเหรียญสหรัฐ

เครือซีพีเป็นเจ้าของธุรกิจค้าปลีกร้านสะดวกซื้ออันดับ 1 ของไทย ภายใต้แบรนด์ “เซเว่นอีเลฟเว่น” โดยเร็ว ๆ นี้ก็เพิ่งเข้าซื้อกิจการค้าส่งแม็คโคร

ปตท.บูมค้าปลีกปั้น”จิฟฟี่”นอกปั๊ม หน้าใหม่แห่บุก”ซูเปอร์มาร์เก็ต”-ชิงทำเลผุดสาขา

ประชาชาติธุรกิจออนไลน์ 22 ต.ค. 2556

ปตท.รุกหนักน็อนออยล์ ซุ่มพัฒนาโมเดล “จิฟฟี่ ซูเปอร์มาร์เก็ต” พร้อมขยายสาขานอกปั๊มปีหน้า ปักธงย่านชุมชน ควบคู่แผนพัฒนาพื้นที่ค้าปลีกในปั๊มเพิ่มมูลค่าธุรกิจ เล็งซื้อร้านอาหารอินเตอร์แบรนด์เสริมทัพ ด้านตั้งฮั่วเส็งสบช่องเร่งเครื่องซูเปอร์มาร์เก็ต “เก็ตอิท” เจาะหมู่บ้าน คอมมิวนิตี้มอลล์ รุกหนักปีหน้า

ตลาดซูเปอร์มาร์เก็ตดูจะคึกคักขึ้นมาทันที โดยเฉพาะในปีหน้าเมื่อ ปตท.ยักษ์ใหญ่น้ำมันซุ่มทดลองโมเดล “จิฟฟี่ ซูเปอร์มาร์เก็ต” พร้อมเตรียมขยายสาขาไปตามชุมชนต่าง ๆ ในปีหน้า ซึ่งจะเป็นการออกไปเปิดสาขานอกปั๊มเป็นครั้งแรก ขณะเดียวกันที่ตั้งฮั่วเส็งก็ประกาศขยายสาขาร้านค้าปลีก “เก็ตอิท ซูเปอร์มาร์เก็ต” แบรนด์ที่พัฒนาขึ้นเองเจาะไปตามหมู่บ้าน คอมมิวนิตี้มอลล์อย่างเต็มที่ในปีหน้า ไม่นับรวมยักษ์ใหญ่อย่าง “ซีพีเอฟ” ที่พร้อมรุกหนักกับโมเดล “ซีพี เฟรชมาร์ท พลัส” ซึ่งจะทำให้ตลาดที่จากเดิมมีเพียง “ท็อปส์” และ “ฟู้ดแลนด์” เป็นผู้เล่นหลัก ทวีความรุนแรงและดุเดือด โดยเฉพาะภาพของการแย่งชิงทำเลหลัก ๆ ไม่แพ้กับ “คอนวีเนี่ยนสโตร์” ตลอดปีหน้า


ปตท.ส่งจิฟฟี่นอกปั๊ม-ลุย ตปท.
นายชวลิต พันธ์ทอง รองกรรมการผู้จัดการใหญ่หน่วยธุรกิจน้ำมัน บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า กลยุทธ์ของ ปตท.จากนี้จะให้ความสำคัญกับการพัฒนาธุรกิจที่ไม่ใช่น้ำมัน หรือ “น็อนออยล์” มากขึ้น เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคในยุคนี้ แม้ว่าปัจจุบันสัดส่วนของธุรกิจดังกล่าวจะยังเล็กมากเมื่อเทียบกับสัดส่วนของธุรกิจน้ำมัน แต่อัตรากำไรกลับมีการเติบโตขึ้นทุกปี เฉลี่ยปีละ 15-25%

ปัจจุบันโครงสร้างของรายได้กลุ่มน็อนออยล์มาจาก 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ คอนวีเนี่ยนสโตร์ แบ่งเป็นเซเว่นอีเลฟเว่น, จิฟฟี่, ร้านกาแฟอเมซอน และพื้นที่ให้เช่า โดยการลงทุนในปีนี้ถือว่าไม่มากนัก เพราะการลงทุนใหญ่ ๆ จะเริ่มในปีหน้า

ในส่วนของ “จิฟฟี่” จากนี้มีแผนเปิดสาขานอกปั๊มมากขึ้น โดยเฉพาะโมเดลของ “จิฟฟี่ ซูเปอร์มาร์เก็ต” ที่เพิ่งเริ่มทดลอง 1 สาขาในปั๊ม ปตท. สาขากรุงเทพฯ-บางแค (พระราม 2) และอีก 1 สาขาที่กำลังจะเปิดกับคอมมิวนิตี้มอลล์โครงการเดอะคริสตัล พีทีที ถนนชัยพฤกษ์ และตั้งแต่ปีหน้าจะเริ่มเจาะเข้าไปในชุมชนหรือหมู่บ้านมากขึ้น ในลักษณะของซูเปอร์มาร์เก็ตขนาดกลาง โดยโมเดลดังกล่าวของจิฟฟี่ถือว่าประสบความสำเร็จมากในญี่ปุ่น และคาดว่าจะเป็นการทำให้จิฟฟี่ในประเทศไทยประสบความสำเร็จได้ด้วยเช่นกัน

ปัจจุบันจิฟฟี่ที่เป็นร้านสะดวกซื้อนั้นมีสาขาในประเทศ 147 สาขา ขณะที่ร้านเซเว่นฯที่เปิดในปั๊ม ปตท.ปัจจุบันมี 1,006 สาขา และคาดว่าจะเปิดอีกประมาณ 40 สาขาในปี 2557

นายชวลิตยังกล่าวอีกว่า ตามนโยบายของการบุกขยายตลาดต่างประเทศ จะนำแบรนด์ที่มีทั้งร้านกาแฟอเมซอน, ร้านคาร์แคร์ ฟิท สเตชั่น และร้านสะดวกซื้อจิฟฟี่ไปเปิดในต่างประเทศด้วย ซึ่งในขณะนี้ ปตท.ได้เข้าไปเปิดสถานีบริการน้ำมันในอาเซียน อาทิ ลาว กัมพูชา ฟิลิปปินส์ และกำลังจะเข้าไปเปิดในพม่าก่อนการแข่งขันซีเกมส์ที่จะถึงในช่วงเดือนธันวาคมนี้

ปั้น พท.ค้าปลีก-ซื้อแบรนด์เสริม
ทั้งนี้ มีแผนพัฒนาพื้นที่ค้าปลีกในปั๊มเพื่อเพิ่มมูลค่าธุรกิจ ไอเดียหนึ่งคือการซื้อลิขสิทธิ์แบรนด์ร้านอาหารชื่อดังจากต่างประเทศเข้ามาเปิดให้บริการ เพื่อเป็นแม็กเนตดึงดูดลูกค้า พร้อมรองรับทั้งการขยายตัวทั้งในประเทศและต่างประเทศ

“เราเองไม่ได้อยู่ในสายของฟู้ดเซอร์วิส วันนี้การที่จะสร้างแบรนด์ตัวเองอย่างที่เราเคยสร้างอเมซอนมา 10 ปีนั้นมันไม่ทันแล้ว ยิ่งความเจริญกระจายไปยังต่างจังหวัด คนก็รู้จักอินเตอร์แบรนด์มากขึ้น”

ขณะนี้การเพิ่มแบรนด์ดังกล่าวอยู่ในระหว่างการศึกษา คาดว่าจะมีข้อสรุปภายในกลางปีหน้า ทั้งนี้อาจมีการจัดตั้งบริษัทใหม่ที่แยกออกมาดูแลกิจการของน็อนออยล์โดยเฉพาะ เนื่องจากแบรนด์อย่างอเมซอนเองก็เริ่มมีขนาดใหญ่ขึ้นจากการเติบโตต่อเนื่องทุกปี

นายชวลิตยังเปิดเผยถึงแผนระยะยาวของกลุ่มน็อนออยล์ว่า จะมุ่งเน้นการขยายตัวของธุรกิจต้นทางมากขึ้น เนื่องจาก ปตท.ได้ลงทุนตั้งโรงงานคั่วกาแฟด้วยงบฯ 400 ล้านบาท ในอำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยาไปเมื่อต้นปีที่ผ่านมา เพื่อเป็นวัตถุดิบให้กับร้านอเมซอน ซึ่งปัจจุบันมีอยู่เกือบ 900 สาขาแล้ว และยังมีกำลังการผลิตเหลืออยู่อีกจำนวนมาก ซึ่งจะรองรับการต่อยอดไปยังธุรกิจใกล้เคียงกันได้อีกมาก อาทิ จำหน่ายเมล็ดกาแฟคั่วทั้งปลีกและส่ง ฯลฯ

ซูเปอร์มาร์เก็ตหน้าใหม่แห่บุก
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นอกจากจิฟฟี่ยังมีค่ายอื่น ๆ ที่หมายตาตลาดซูเปอร์มาร์เก็ตกันมากขึ้น ที่เห็นชัดคือกลุ่ม “ซีพีเอฟ” ที่จะใช้แบรนด์ “ซีพี เฟรชมาร์ท พลัส” รุกตลาดนี้อย่างเต็มที่ ภายใต้คอนเซ็ปต์ “คอมแพ็กต์ซูเปอร์มาร์เก็ต” ปัจจุบันมี 4 สาขา โดยแผน 5 ปีจะเปิดทั้งสิ้น 100 สาขา และน้องใหม่อีกรายคือ “เอส ซูเปอร์มาร์เก็ต” ที่เปิดตัวเมื่อต้นปี 2556 ที่ผ่านมา นำร่องสาขาแรกที่เดอะ มาร์เก็ต สาขาบางโพ ล่าสุดเปิดสาขา 2 ที่บ้านกลางเมือง รัชวิภา และปลายปีจะเปิดอีก 1 แห่ง ที่คอมมิวนิตี้มอลล์ชื่อเดอะ มิ้นท์ วิลเลจ (The Mint Village) ติวานนท์ ล่าสุดเป็นรายของ “เก็ตอิท” ของตั้งฮั่วเส็งที่เตรียมรุกตลาดปีหน้าอย่างเต็มที่

นายวิโรจน์ จุนประทีปทอง กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท สรรพสินค้าตั้งฮั่วเส็ง จำกัด ผู้บริหารห้างสรรพสินค้าตั้งฮั่วเส็งกล่าวว่า ปีหน้ามีแผนจะขยายซูเปอร์มาร์เก็ตภายใต้แบรนด์ “เก็ตอิท มินิ ซูเปอร์มาร์เก็ต” (Get It mini supermarket) อีก 5 สาขา จากปัจจุบันที่มีอยู่ 6 สาขา อาทิ โรงพยาบาลเด็ก ศิริราช มหิดล ศาลายา สถานีบริการน้ำมันซัสโก้ ปิ่นเกล้า และราชพฤกษ์ เป็นต้น ขณะที่แนวทางการขยายซูเปอร์มาร์เก็ตดังกล่าวยังคงยึดทำเลเดิม คือ เน้นเจาะเข้าไปตามโรงพยาบาลต่าง ๆ คอมมิวนิตี้มอลล์ และหน้าหมู่บ้านต่าง ๆ เจาะกลุ่มครอบครัวเป็นหลัก ซึ่งปีหน้านี้จะเน้นทำเลย่านฝั่งธนบุรี หรือรัศมี 20 กิโลเมตรจากสาขาธนบุรี เพื่อให้สะดวกต่อการขนส่งสินค้าและอาหารสด

สำหรับพื้นที่เบื้องต้นจะเริ่มตั้งแต่ 200-300 ตารางเมตร เพื่อให้มีพื้นที่เพียงพอต่ออาหารสด อาหารสำเร็จรูป ที่ถือเป็นหัวใจหลัก นอกจากนี้อาจจะนำแผนกงานฝีมือเข้าไปเสริมด้วยในบางสาขา ซึ่งขึ้นอยู่กับทำเลของสาขานั้น ๆ ถ้าเป็นสาขาหน้าหมู่บ้านบริษัทก็พร้อมจะเติมพื้นที่ดังกล่าวเข้าไป เพื่อรองรับไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคในย่านนั้น ๆ

“บริษัทโฟกัสที่อาหารสด อาหารสำเร็จรูปเป็นหลัก เพราะถือว่าเป็นจุดแข็งที่คอนวีเนี่ยนสโตร์ไม่มี โดยไม่มีแผนลงเล่นในตลาดคอนวีเนี่ยนสโตร์เพราะการแข่งขันสูง ขณะที่ตลาดซูเปอร์มาร์เก็ตยังไม่ค่อยมีผู้เล่นมากนัก”

นอกจากนี้ ภายใน 5 ปีนับจากนี้มีแผนที่จะขยายซูเปอร์มาร์เก็ตดังกล่าวให้ครบ 30 สาขา ทั่วกรุงเทพฯและปริมณฑล โดยวางเป้าหมายว่าจะมียอดขายเฉลี่ยสาขาละ 1 แสนบาทต่อวัน ดังนั้นทำเลจึงเป็นหัวใจสำคัญในการขยายสาขาจากนี้ไป

แบงก์หั่นค่าบิลชนบิ๊กซี-โลตัส แก้เกมฉกลูกค้า/กรุงไทยเล็งเก็บ5บาท

แบงก์ เสียรังวัด ค้าปลีกเจาะหม้อข้าว “โกยค่าธรรมเนียม” แก้เกมดัมพ์สู้บิลละ 5 บาท “กรุงไทย” เล็งดูดลูกค้าเหมาพอร์ตผูกสินค้าอื่นพ่วง “กสิกรฯ” ชูโมบายแบงกิ้ง เจ้าตลาด “เคาน์เตอร์เซอร์วิส” โชว์ยอด 10 ล้านรายการ/เดือน ชี้ตลาดโต 15-20% “เทสโก้-บิ๊กซี” จัดโปรฯล่อใจบิลเพย์เมนต์ถูกสุด 5-8 บาท

การเปิดตัวของธนาคารไทยพาณิชย์ที่ร่วมมือกับบริษัท เซ็นทรัลแฟมิลี่มาร์ท จำกัด ให้บริการระบบการรับชำระเงินค่าสินค้าและบริการในปัจจุบันมากกว่า 100 รายการ อาทิ ค่าน้ำประปา ค่าไฟฟ้า บัตรเครดิต ประกันชีวิต ประกันภัย ฯลฯ ผ่านช่องทางเคาน์เตอร์ของแฟมิลี่มาร์ท กว่า 900 สาขาทั่วประเทศนั้น

ปราก ฎว่า ขณะนี้กำลังเป็นสัญญาณการปรับตัวของกลุ่มธนาคารไทยเพื่อเพิ่มช่องทางสร้าง รายได้ค่าธรรมเนียมการบริการ หลังจากบรรดาห้างค้าปลีกและร้านสะดวกซื้อรุกให้บริการดังกล่าวมานานนับสิบปี และมีรายได้เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ “ประชาชาติธุรกิจ” ได้จับปรากฏการณ์ดังกล่าวมานำเสนอในมุมการแข่งขันที่เกิดขึ้นและทิศทางต่อ จากนี้

จับเทรนด์ค้าปลีกตีตลาดจ่ายบิล

นายณรงค์ชัย ว่องธนะวิโมกษ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายกลยุทธ์และการเงิน ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย เปิดเผยว่า แนวโน้มธุรกิจค้าปลีกและร้านสะดวกซื้อทั้งหลาย ประกอบด้วยร้านเซเว่นอีเลฟเว่น ห้างเทสโก้ โลตัส ได้เข้ามามีบทบาทในการทำธุรกิจทับซ้อนกับธนาคารพาณิชย์มากยิ่งขึ้น เห็นชัดจากธุรกิจบริการรับชำระค่าสินค้าและบริการผ่านเคาน์เตอร์ ทำให้ธนาคารสูญเสียโอกาสสร้างรายได้ค่าธรรมเนียมค่อนข้างมากและจะมากขึ้นใน อนาคต

“ธนาคารต่าง ๆ ต้องเร่งปรับตัว เพราะนอกจากจะต้องรับมือกับการแข่งขันกับธนาคารด้วยกันเอง แข่งกับสถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคารหรือน็อนแบงก์ และต้องแข่งกับผู้ประกอบการธุรกิจค้าปลีก ร้านสะดวกซื้ออีกด้วย ซึ่งรายได้ตรงนี้จะเห็นชัดหลังเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) และยิ่งชัดขึ้นภายใน 5-10 ปีนี้แน่นอน” นายณรงค์ชัยกล่าว

สอดคล้อง กับนายไตรรงค์ บุตรากาศ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ สาย GTS ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) ที่กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันพฤติกรรมของลูกค้าให้ความนิยมหันมาชำระบิลและบริการผ่านร้านค้าปลีก มากกว่าเคาน์เตอร์ของธนาคารแล้ว โดยจำนวนรายการที่ชำระบิลผ่านร้านค้าปลีกมีสัดส่วน 60% ที่เหลือ 40% เป็นชำระผ่านเคาน์เตอร์แบงก์

“การจ่ายบิลผ่านร้านค้าปลีกมีแนวโน้ม ขยายตัวต่อเนื่อง โตปีละกว่า 10% ขณะที่ช่องทางเคาน์เตอร์ธนาคารเติบโตแค่ 5-6% ส่วนช่องทางอิเล็กทรอนิกส์เติบโต 20-30% ส่วนนี้จะยังมีปริมาณค่อนข้างน้อย” นายไตรรงค์กล่าวและว่า

สำหรับ ธนาคารพาณิชย์ ปัจจุบันมีปริมาณธุรกรรมรับชำระค่าบิลประมาณ 2 ล้านบิล/เดือน หรือคิดเป็นส่วนแบ่งตลาด 15% สร้างรายได้ค่าธรรมเนียม 20-30 ล้านบาท/เดือน ส่วนใหญ่เป็นธุรกรรมที่ชำระผ่านเคาน์เตอร์ธนาคาร แต่หลังจากร่วมมือกับเซ็นทรัลแฟมิลี่มาร์ท คาดว่าในปี 2560 ส่วนแบ่งการตลาดมีแนวโน้มจะเพิ่มเป็น 20%

“ครึ่งปีแรกไทยพาณิชย์มี รายได้ค่าธรรมเนียม 1,800 ล้านบาท แบ่งเป็นรายได้จากช่องทางการรับชำระเงิน 40% ซึ่งค่อนข้างสูงและมาแรงมาก และความร่วมมือกับแฟมิลี่มาร์ทจะช่วยผลักดันรายได้ค่าธรรมเนียมรวมของแบงก์ เพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 7-10% รวมถึงในอนาคตช่องทางอิเล็กทรอนิกส์จะมีบทบาทเพิ่มมากขึ้นอีก” นายไตรรงค์กล่าว

ทั้งนี้ คาดการณ์ว่าปริมาณบิลที่จ่ายผ่านช่องทางต่างๆ ของร้านค้าปลีกและธนาคาร รวมกันแล้วมีประมาณ 30 ล้านรายการ/เดือน หรือมากกว่า 300 ล้านรายการในแต่ละปี ทั้งยังมีแนวโน้มเติบโตขึ้นทุกปี เนื่องจากประเภทของสินค้าและบริการที่ออกบิลมีเพิ่มขึ้นด้วย

กรุงไทยดัมพ์ค่าธรรมเนียมสู้

นายเวทย์ นุชเจริญ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า การขยายบริการด้านธุรกรรมรับชำระเงินเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์การเติบโตที่ สำคัญของธนาคาร โดยมีแผนยกระดับความสามารถแข่งขันในธุรกิจนี้มาสู้ กับธุรกิจค้าปลีก ซึ่งกลยุทธ์แรกจะต้องพยายามกดค่าบริการลงไปสู้ให้ได้ จากปัจจุบันค่าบริการของแบงก์อยู่ที่ 8 บาท/รายการ ยังสูงกว่าราคาต่ำสุดในตลาดที่ 5 บาท/รายการ

กลยุทธ์ต่อมา ธนาคารจะชูความสะดวกสบายแก่ลูกค้า เช่น ดีลตรงกับลูกค้าองค์กรที่ใช้บัญชีเงินเดือน (เพย์โรล) กับกรุงไทย จัดแพ็กเกจตัดค่าบริการจากบัญชีโดยตรง และมีบริการ SMS แจ้ง สุดท้ายจะต่อยอดกับผลิตภัณฑ์การเงินอื่น ๆ เช่น บัญชีเงินฝาก จะเพิ่มออปชั่นทำธุรกรรมชำระเงินเข้าไปให้ฟรี ผลิตภัณฑ์ใหม่จะออกในเดือน ต.ค.นี้ รวมถึงการให้บริการชำระบิลผ่านแคมเปญ “Net Fee Zero” ผ่านอินเทอร์เน็ต และไม่เสียค่าธรรมเนียม

“ถ้าดูแค่ราคาอย่างเดียว เรายังแพงกว่าร้านค้าปลีกอยู่ประมาณ 3 บาท/รายการ ดังนั้น ถ้าจะกดลงมาให้สู้ได้ เราต้องเฉลี่ยกับค่าบริการส่วนอื่น ๆ เข้ามาช่วย ธุรกรรมชำระบิลนี้มีปริมาณมหาศาลและเติบโตขึ้นทุกปี ซึ่งกรุงไทยมีฐานลูกค้ากว่า 14 ล้านราย ศักยภาพเรามีก็ควรทำเพื่อตอบโจทย์ลูกค้าและรักษาฐานเอาไว้” นายเวทย์กล่าว

กสิกร ชูเกมการตลาดดันค่าฟีโต

ด้าน ธนาคารกสิกรไทยเป็นสถาบันการเงินอีกรายที่แข่งขันหนักในตลาดนี้ จะใช้กลยุทธ์การตลาดผสมผสานสร้างลูกเล่นดึงดูดใจลูกค้า ด้วยการแยกช่องทางด่วนสำหรับจ่ายบิล แคมเปญจ่ายบิลด่วนสะสมแสตมป์แลกของรางวัลโดราเอมอน

ล่าสุด เพิ่งออกโมบายแบงกิ้งเวอร์ชั่นใหม่ ลูกค้าสามารถใช้บริการผ่านสมาร์ทโฟนสแกนบาร์โค้ดจากใบแจ้งหนี้แล้วชำระผ่าน โมบายแบงกิ้งของกสิกรไทยได้ทันที

นายปกรณ์ พรรธนะแพทย์ รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ธนาคารต้องการเติบโตในบริการชำระค่าสินค้าและบริการ โดยเน้นตอบโจทย์ความสะดวก ปลอดภัย และตรงกับไลฟ์สไตล์ลูกค้า เซ็กเมนต์ที่สะดวกกับสมาร์ทโฟนจะใช้โมบายแบงกิ้งจ่ายตรงเลย หรือกลุ่มที่ยังไม่สะดวกวิธีนี้ก็จ่ายผ่านเคาน์เตอร์ธนาคาร ซึ่งจะมีแคมเปญพิเศษให้แก่ลูกค้า ซึ่งผลตอบรับช่วงครึ่งปีแรกค่อนข้างดี มีธุรกรรมจ่ายบิลกว่า 1 ล้านรายการ/เดือน เพิ่มขึ้นมากกว่า 10%

“ราย ได้ค่าธรรมเนียมของธุรกรรมจ่ายบิล ครึ่งปีแรกเราเติบโตได้ 14% ครึ่งปีหลังคงโตขึ้นอีกเยอะ ปีนี้เราตั้งเป้าเติบโต 33-36% เพราะเห็นโอกาสและไลฟ์สไตล์ลูกค้าเปลี่ยนไปเยอะ จากเดิมเป็นครอบครัวใหญ่ บิลรวม 4-5 บิล/เดือน เดี๋ยวนี้เป็นครอบครัวเดี่ยวมากขึ้น ส่วนใหญ่อยู่คอนโดมิเนียม จำนวนบิลก็เพิ่มขึ้นมหาศาล” นายปกรณ์กล่าว

นอก จากนี้ จากการสำรวจในกลุ่มธนาคารระดับกลางพบว่า ต่างก็พลิกมาสู้ด้วยผลิตภัณฑ์ใหม่ที่เน้นความคุ้มค่าจากการทำธุรกรรมมากขึ้น เช่น ธนาคารทหารไทย (ทีเอ็มบี) ออกบัญชีเงินฝาก

“ทีเอ็มบี ธุรกรรมทำฟรี” ทั้งฟรีค่าธรรมเนียมธุรกรรมกดเงิน จ่ายบิลและโอนเงิน เลือกได้แบบ 10 และ 20 ธุรกรรม/เดือน ขณะที่ธนาคารกรุงศรีอยุธยาออกบัญชีเงินฝาก “ออมทรัพย์จัดให้” ที่ให้จ่ายบิลฟรีค่าธรรมเนียม 5 บิล/บัญชี/เดือน

ด้านธนาคารซีไอเอ็ม บี ไทย มีแคมเปญจ่ายบิลที่เคาน์เตอร์ของธนาคาร ตู้เอทีเอ็ม และผ่านอินเทอร์เน็ต โดยมีค่าธรรมเนียมบิลละ 5 บาททุกประเภท ถึง 31 ธ.ค. 2556

เคาน์เตอร์เซอร์วิสโตปีละ 20%

นายวีรเดช อัครผลพานิช ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท เคาน์เตอร์เซอร์วิส จำกัด กล่าวว่า ปัจจุบันบริษัทเป็นผู้ให้บริการรับชำระบิลกว่า 10 ล้านรายการ/เดือน มีเครือข่ายเคาน์เตอร์เซอร์วิสกว่า 9,000 แห่ง ในจำนวนนี้ 7,300 แห่งอยู่ในร้านเซเว่นอีเลฟเว่น แผนในอนาคตจะเพิ่มเป็น 1 หมื่นแห่ง ในปี 2557 และ 1.3 หมื่นแห่ง ในอีก 3 ปีข้างหน้า เพื่อรองรับการขยายตัวของธุรกรรมนี้ที่ประเมินว่าจะเติบโตได้อีกมาก เฉลี่ยปีละ 15-20%

“ธุรกรรมนี้ไม่ได้สร้างรายได้เป็นหลัก แต่เป็นกลยุทธ์ที่ดึงลูกค้าให้เข้าร้านสะดวกซื้อมากกว่า ส่วนกลยุทธ์เรื่องราคาก็ไม่ใช่ประเด็นหลักที่ลูกค้าตัดสินใจ เพราะค่าธรรมเนียมน้อยมากเมื่อเทียบกับมูลค่าบิลที่ลูกค้าจ่ายเป็นหลักพัน บาท หมื่นบาท แต่ลูกค้าจะดูที่ความสะดวกและความน่าเชื่อถือมากกว่า เราบุกเบิกตลาดนี้มา 20 ปี จนถึงวันนี้เป็นผู้นำตลาด และมองว่าการแข่งขันกันเป็นเรื่องปกติ สุดท้ายจะใช้ช่องทางไหนอยู่ที่ลูกค้าเป็นคนเลือกเอง” นายวีรเดชกล่าว

นาย ณัฐ วงศ์พานิช ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เซ็นทรัลแฟมิลี่มาร์ท จำกัด กล่าวว่า อัตราค่าบริการเริ่มตั้งแต่ 5 บาท 10 บาท 15 บาท 20 บาท จากนี้มีแผนจะจัดโปรโมชั่นออกมาดึงดูดผู้บริโภค ถือเป็นช่องทางที่มีโอกาสเติบโตได้อีกมาก ส่วนเทสโก้ โลตัส อัตราค่าบริการเฉลี่ยอยู่ที่ 8 บาท โดยอยู่ระหว่างจัดโปรโมชั่นบิลเพย์เม้นต์ วันที่ 22 พ.ค.-31 ต.ค.นี้

“1 ใบเสร็จ รับ 1 สิทธิ์ ลุ้น BMW 5 เดือน 5 คัน” รถยนต์ยี่ห้อบีเอ็มดับเบิลยูรุ่น X1 sDrive ขณะที่บิ๊กซี อัตราค่าบริการเริ่มต้นที่ 5 บาท และเซเว่นอีเลฟเว่นเริ่มต้นที่ 10 บาท

เทสโก้อังกฤษ ปรับโฉมใหญ่จูงใจลูกค้าอยู่ช็อปนานขึ้น

ฐานเศรษฐกิจ วันที่ 15-18 กันยายน 2556
ตลาดต่างประเทศ หน้า 26

เทสโก้ ผู้ค้าปลีกรายใหญ่ของอังกฤษ

img-917172749-0001

“เทสโก้” ถอนทัพค้าปลีกในสหรัฐ หั่นขาย “เฟรช แอนด์ อีซี่” ลดขาดทุน

updated: 17 ก.ย. 2556 เวลา 15:53:58 น. ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

กองทุน Yucaipa ของมหาเศรษฐี “รอน เบอร์เคิล” ตกลงที่จะซื้อกิจการซูเปอร์มาร์เก็ต “เฟรชแอนด์อีซี่” ของเทสโก้ที่เปิดในสหรัฐอเมริกาทั้งสิ้น 150 สาขา กับพนักงานอีก 4,000 คนเข้ามาบริหารเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

หนังสือพิมพ์เดอะ การ์เดี้ยน รายงานว่า ในที่สุด เทสโก้ ค้าปลีกยักษ์ใหญ่จากสหราชอาณาจักรก็ได้ข้อสรุปในการออกจากตลาดสหรัฐอเมริกา ซึ่งบริษัทล้มเหลวในการขยายกิจการ โดยได้รับการช่วยเหลือด้านการเงินจากมหาเศรษฐีนักลงทุน “รอน เบอร์เคิล” ในมูลค่า 80 ล้านปอนด์ เพื่อหยุดการขาดทุนในธุรกิจซูเปอร์มาร์เก็ต “เฟรช แอนด์ อีซี่”

หลังจาก 9 เดือนที่เทสโก้พยายามหาผู้ซื้อเพื่อปิดดีลดังกล่าว ในที่สุดก็ได้กองทุน Yucaipa ของเบอร์เคิล ตกลงที่จะซื้อกิจการร้านเฟรช แอนด์ อีซี่ทั้ง 150 สาขา กับจำนวนพนักงาน 4,000 คน และศูนย์กระจายสินค้า รวมถึงฐานการผลิตในฝั่งตะวันออกของ “ลอสแองเจลิส”

ดีลดังกล่าวคิดเป็นมูลค่า 150 ล้านปอนด์ (รวมเงินกู้) แต่ไม่รวมค่าชดเชยให้กับพนักงานประจำ 400 คน และการปิด 50 สาขา ซึ่งคิดเป็นต้นทุน รวมทั้งหมดเกือบ 2 พันล้านปอนด์ โดยขณะนี้อนาคตของพนักงานอีก 600 คนยังไม่มีความชัดเจน แต่บางส่วนจะถูกส่งกลับไปยังบริษัทแม่ คือ เทสโก้ สหราชอาณาจักร ขณะที่พนักงานพาร์ตไทม์จะถูกเลิกจ้างไป

“ฟิลิปส์ คลาร์ค” ประธานบริหารเทสโก้ ระบุว่า การตัดสินใจของเราวันนี้ถือเป็นผลลัพธ์ที่ดีที่สุดสำหรับผู้ถือหุ้นของเทสโก้ และเฟรช แอนด์ อีซี่ ขณะนี้การดำเนินงานเพื่อออกจากตลาดสหรัฐครั้งนี้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและปราศจากความวุ่นวาย โดยบริษัทยังสามารถปกป้องพนักงานมากกว่า 4,000 คนให้มีงานทำอยู่ได้

เทสโก้ระบุว่า ดีลดังกล่าวทำให้ตัวเลขหรือผลประกอบการของเฟรช แอนด์ อีซี่ ในตลาดสหรัฐ จะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องหรือปรากฏอยู่ในงบการเงินของเทสโก้อีกต่อไป อย่างไรก็ตาม จะมีข้อสรุปอย่างเป็นทางการอีกครั้งในสิ้นปีว่า เทสโก้จะยังคงถือวอร์แรนต์ที่สามารถแปลงเป็นหุ้นสามัญจำนวน 32.5% ในบริษัทใหม่ที่จะเข้ามาดูแลเฟรช แอนด์ อีซี่หรือไม่ หรืออาจขายออกเพื่อเปลี่ยนเป็นเงินสด

“รอน เบอร์เคิล” ผู้ก่อตั้งซูเปอร์มาร์เก็ตเชน “Ralphs and Food4Less” ในสหราชอาณาจักรระบุว่า เขาวางแผนที่จะดำเนินธุรกิจเฟรช แอนด์ อีซี่ ในรูปแบบของสแตนด์อะโลนช็อปต่อไป

“เฟรช แอนด์ อีซี่ มีรากฐานที่ใหญ่มาก เป็นที่น่าชื่นชมว่าเทสโก้สามารถทำให้ร้านดังกล่าวมีราคาที่เข้าถึงได้ง่าย มีสินค้าเพื่อสุขภาพ และมอบความสะดวกสบายให้กับลูกค้าได้ จากการทุ่มเทของพนักงานและฐานลูกค้าเก่าที่มี ทำให้เรามีจุดเริ่มต้นที่แข็งแรงในการทำให้วิชั่นของเทสโก้บรรลุเป้าหมายที่วางไว้ ด้วยการเปลี่ยนวิธีคิดในการเข้าถึงความต้องการของผู้บริโภคปัจจุบันได้มากขึ้น”

บาร์เคิลยังบอกอีกว่า Yucaipa มีแผนสร้างร้านดังกล่าวให้เป็นเชนสโตร์สะดวกซื้อสำหรับคนรุ่นใหม่ หรือ “Next Generation” ดีลนี้ถือเป็นข่าวดีสำหรับเทสโก้ หลังจากที่พยายามหาผู้ซื้ออยู่นาน ย้อนกลับไปแผนที่จะขยายข้ามไปยังฝั่งแอตแลนติกเริ่มขึ้นในปี 2550 กับความมุ่งมั่นที่จะมีสาขาเป็นหลักพัน พิสูจน์ให้เห็นว่า เทสโก้ต้องจ่ายเงินในจำนวนที่สูงลิบกับการลงทุนดังกล่าว โดยเป็นมูลค่าสูงถึง 1.8 พันล้านปอนด์

ความผิดพลาดนี้ยังสะท้อนถึงวิสัยทัศน์ของ “ทิม แมนสัน” ผู้บริหารสูงสุดด้านการตลาด ซึ่งถูกมอบหมายให้รับผิดชอบโปรเจ็กต์ดังกล่าว โดยสร้างเชนสโตร์ “เฟรช แอนด์ อีซี่” ในไซซ์เดียวกับที่เปิดในสหราชอาณาจักร ขณะเดียวกันในช่วงต้นปีที่ผ่านมา เขายังใช้งบฯอย่างฟุ่มเฟือยไปมากกว่า 2 พันล้านปอนด์ที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อะไร

สำหรับ “คลาร์ค” ซีอีโอของเทสโก้ มองว่าการขายธุรกิจในสหรัฐออกไปนั้นเป็นข่าวดี ในความพยายามที่จะกำจัดทรัพย์สินนอกประเทศที่ไม่สร้างรายได้ให้กับเทสโก้ และหันมามุ่งแก้ปัญหาธุรกิจในบ้านเกิดมากกว่า ซึ่งในเดือนเมษายนที่ผ่านมา ซูเปอร์มาร์เก็ตดังกล่าวรายงานผลกำไรประจำปีทั้งในบริษัทแม่และต่างประเทศว่า ลดลงถึง 20% จากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก โดยเฉพาะผลการดำเนินงานในสหรัฐที่สร้างรายจ่ายมหาศาล นอกจากนี้ เทสโก้ยังประสบปัญหาด้านข่าวสารในแง่ลบอย่างต่อเนื่อง หนึ่งในนั้นคือ กรณีเนื้อในเบอร์เกอร์ที่วางขายอยู่นั้นมีการผสมเนื้อม้าลงไป

เร็ว ๆ นี้ เทสโก้เผยถึงการเจรจาที่จะร่วมทุนกับบริษัท “China Resources Enterprise” ที่ได้รับการสนับสนุนโดยรัฐบาลจีน ซึ่งทำให้เทสโก้มีค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ประมาณ 1.5 พันล้านปอนด์ โดยการผนึก 131 สาขาของตนเข้าไปรวมกับทาง CRE”s Vanguard ที่มีเอาต์เลตอยู่ถึง 3,000 แห่ง

ยี่ปั๊วผนึกผู้ผลิตฝ่าวิกฤตกำลังซื้อ อัดแคมเปญลดราคาทั่วปท.-สู้ศึกโมเดิร์นเทรด

สมาคมยี่ปั๊วผนึกสมาชิกทั่วประเทศ กว่า 70 ราย จัดโปรโมชั่นพร้อมกัน 9-30 กันยายน สร้างอิมแพ็กต์ปลุกกำลังซื้อโค้งท้าย โต้กลับแคมเปญโมเดิร์นเทรด ชี้ธุรกิจค้าปลีกวิกฤตสุด มู้ดจับจ่ายชะงัก คนรัดเข็มขัดถ้วนหน้า ด้าน “บุญชัย โชควัฒนา” ชี้สัญญาณบวกไม่มี คาดไตรมาส 4 ยังซบเซา

นายสมชาย พรรัตนเจริญ นายกสมาคมค้าส่ง-ปลีกไทย เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า สมาคมได้ร่วมกับผู้ผลิตเอกชน 20-30 ราย และสมาชิกของสมาคม หรือยี่ปั๊วทั่วประเทศรวม 70 ราย โดยได้รับการสนับสนุนจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ จัดแคมเปญ “โชห่วยโชว์สวย” ครั้งที่ 2 ระหว่างวันที่ 9-30 กันยายนนี้ เป็นการจัดโปรโมชั่นครั้งใหญ่พร้อมกันในส่วนของสมาชิกที่เข้าร่วมเพื่อให้เกิดอิมแพ็กต์ และปลุกยอดขายช่วงไตรมาส 4 โดยมีทั้งการลด แลก แจก แถม เพื่อดึงดูดผู้บริโภค

ขณะนี้สถานการณ์กำลังซื้อของไทยถือว่าวิกฤตหนัก เชื่อว่าแคมเปญดังกล่าวจะมีส่วนช่วยให้กลุ่มยี่ปั๊ว ซาปั๊ว กระตุ้นยอดขายในช่วงปลายปีได้ อีกทั้งสามารถแข่งขันกับฝั่งโมเดิร์นเทรดที่ขณะนี้มีแคมเปญโปรโมชั่นออกมากระตุ้นกำลังซื้ออย่างมากมาย

“ครั้งนี้เราเอาแคมเปญโชห่วยโชว์สวยกลับอีกครั้ง เพราะปีที่แล้วได้รับการตอบรับอย่างดี แต่ครั้งนี้สมาคมกับซัพพลายเออร์เป็นตัวตั้งตัวตี เพราะไม่อยากให้มันเงียบ ต้องหาอะไรมากระตุ้นอารมณ์จับจ่ายผู้บริโภค โดยความแรงของโปรโมชั่นจะไม่แตกต่างจากโมเดิร์นเทรด เพื่อให้เราสามารถแข่งขันได้ โดยสัดส่วนลดราคาอยู่ที่ 10-20% หากเป็นแบรนด์เล็ก ๆ ก็มี 1 แถม 1 อย่างไรก็ตาม เนื่องจากต้นทุนดำเนินการต่าง ๆ ของเราจะต่ำกว่าโมเดิร์นเทรด ทำให้กำไรยังคงมากกว่า”

นายสมชายกล่าวอีกว่า ปีนี้โดยรวมถือว่ายอดขายของธุรกิจค้าปลีกซบเซากว่าทุก ๆ ปีที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งจากนโยบายรถคันแรก และอื่น ๆ ที่มาดึงกำลังซื้อของผู้บริโภค รวมถึงปัจจัยลบต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ในส่วนของยี่ปั๊ว ซาปั๊ว ขณะนี้สต๊อกสินค้าน้อยลงอย่างชัดเจน เพราะลักษณะการประกอบธุรกิจจะเป็นเงินหมุน เมื่อค้าขายฝืดเคืองจะไม่สามารถสต๊อกสินค้าได้ สิ่งที่ทำได้คือการระบายสินค้าออกไปให้เร็วที่สุด การทำโปรโมชั่นเป็นเรื่องที่จำเป็นมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ คาดว่าสภาพดังกล่าวจะต่อเนื่องไปถึงไตรมาส 4 ขณะนี้คนระมัดระวังการจับจ่ายมาก

“จริง ๆ แล้ว ส่วนหนึ่งที่ทำให้กลุ่มโมเดิร์นเทรดไม่ถึงเป้า ก็เพราะยอดจากยี่ปั๊ว ซาปั๊ว ที่ไปซื้อของลอตใหญ่จากโมเดิร์นเทรดหายไป ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนถึง 20%”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะนี้โมเดิร์นเทรดค่ายต่าง ๆ ก็มีการจัดแคมเปญลดค่าครองชีพ ล่าสุดบิ๊กซีจัดแคมเปญภายใต้ชื่อ “Big C Big Sale” ลดครั้งใหญ่ ให้ไทยช็อป ระหว่างวันที่ 5-8 กันยายนนี้ ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ซึ่งถือเป็นการจัดกิจกรรมนอกพื้นที่เป็นครั้งแรก โดยนำสินค้าอุปโภคบริโภค เครื่องใช้ในบ้าน เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องแต่งกายอุปกรณ์ท่องเที่ยว ลดราคาสูงสุดถึง 80% โดยตั้งเป้าว่า ตลอดการจัดงาน จะมีผู้บริโภคกว่า 120,000 คนเข้าร่วมงาน

ก่อนหน้านี้ แฟมิลี่มาร์ทก็จัดงานเทศกาลจำหน่ายสินค้า ภายในห้างเซ็นทรัล ลาดพร้าว ภายใต้แนวคิด Japanese Heritage พร้อมโรดโชว์จัดงานในรูปแบบดังกล่าวต่อไปอีก 8 ครั้งในหัวเมืองใหญ่

ด้านนายบุญชัย โชควัฒนา ประธานกรรมการ บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า สถานการณ์กำลังซื้อไตรมาส 4 ยังไม่มีแนวโน้มว่าจะดีขึ้น ยังคงไม่เห็นปัจจัยบวกใด ๆ ยิ่งกับต้นเดือนกันยายนที่ผ่านมาที่มีการปรับขึ้นราคาทั้งค่าแก๊ส ค่าทางด่วน ค่าไฟ ฯลฯ พร้อม ๆ กัน ทำให้อารมณ์การจับจ่ายของผู้บริโภคชะงัก ส่วนตัวมองว่าขณะนี้แม้จะใช้เงินลงทุนไปกับการทำโปรโมชั่นมากขนาดไหน ผลการตอบรับกลับมาคงน้อย แต่ไม่ทำก็ไม่ได้เช่นเดียวกัน ในส่วนของบริษัทยังไม่ได้รับผลกระทบมากนัก เพราะเป็นสินค้าจำเป็นยังดำเนินแผนไตรมาส 4 ตามที่วางไว้ คาดว่าปีนี้จะสามารถเติบโตได้ 10%

 

updated: 09 ก.ย. 2556 เวลา 23:37:09 น.

ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

เปิด Lawson 108

หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 4 กันยายน 2556

IMG_4039 IMG_4040

ลอว์สัน 108 ร้านคอนวีเนียนท์สโตร์ เปิดในไทย เน้นขายของคุณภาพ

หนังสือพิมพ์สยามธุรกิจ วันอังคารที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2556 เวลา 13.23 น.

บริษัท สห ลอว์สัน จำกัด, บริษัท ร่วมทุนระหว่างเครือสหพัฒน์และลอว์สัน อิงค์ ประกาศเปิดให้บริการร้านคอนวีเนียนท์สโตร์ ลอว์สัน 108 อย่างเป็นทางการในประเทศไทย โดยที่ผ่านมาร้านลอว์สัน 108 เปิดให้บริการมาตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมาโดยนำร้านค้าของเครือสหพัฒน์มาปรับปรุง และภายหลังจากนี้บริษัทฯจะขยายสาขาให้บริการในประเทศอย่างเต็มรูปแบบในเดือนกันยายน พ.ศ. 2556 โดยมีแผนที่จะเปิดให้บริการ 50 สาขาในปีพ.ศ. 2556 และ 1,000 สาขาภายในอีก 5 ปีข้างหน้า

ร้านลอว์สัน 108 สาขาเอ็มโพริโอ เพลส คือหนึ่งในสาขาของร้านลอว์สัน 108 ที่ให้ความสำคัญกับการจำหน่าย “สินค้าที่มีคุณภาพและสดใหม่ในรูปแบบการตกแต่งร้านที่เน้นบรรยากาศที่ “สะดวกสบายและเป็นมิตร” ต่อผู้มาใช้บริการ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของคอนเซปต์ร้านลอว์สัน 108 เพื่อสร้างความแตกต่างและเพื่อนำลอว์สัน 108 สู่ความเป็นผู้นำคอนวีเนียนท์สโตร์ในประเทศไทย

นอกจากนี้ ผู้บริโภคยังจะพบกับสินค้าที่มีคุณภาพซึ่งลอว์สัน 108 คัดสรรมาโดยเฉพาะเพื่อผู้บริโภคคนไทย ลอว์สัน 108 มีความเชี่ยวชาญในการคัดสรรวัตถุดิบจากประเทศญี่ปุ่นเพื่อมาจำหน่ายในร้านลอว์สัน 108 อาทิ วัตถุดิบคุณภาพเกรดพรีเมี่ยมจาก ฮอกไกโด ก็นำมาให้บริการที่ร้านลอว์สัน 108

บริษัทฯ ได้จัดเตรียมแผนที่จะนำเทคโนโลนยีที่ใช้ในร้านคอนวีเนียนท์สโตร์มาประยุต์ใช้กับธุรกิจในประเทศไทย โดยระบบดังกล่าวจะช่วยในการวิเคราห์ความต้องการของผู้บริโภคชาวไทยและนำไปต่อยอดเพื่อพัฒนาคุณภาพการบริการให้ตรงความต้องการของผู้บริโภคมากที่สุด

มร. ทาเคชิ นินามิ CEO, representative director บริษัท ลอว์สัน อิงค์ กล่าวว่า “ผมมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งกับการเริ่มต้นธุรกิจในประเทศไทย โดยทาง ลอว์สัน กรุ๊ป ได้ร่วมทุนในธุรกิจร้านคอนวีเนียนท์สโตร์ ลอว์สัน 108 และพร้อมที่จะให้บริการสินค้าคุณภาพชั้นเลิศ และการบริการที่ดีที่สุดแก่ลูกค้าทุกท่านจากประสบการณ์ความสำเร็จในประเทศญี่ปุ่นและมุ่งหวังที่จะเป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทย ดังเช่นปรัชญาของเราที่ว่า “เราจะเป็นผู้สร้างความสุข และความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของทุกชุมชน”

ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีความโดดเด่นมากในภูมิภาคอาเซี่ยน โดยใน ปีพ.ศ. 2558 เราได้ตั้งเป้าหมายไว้ว่า เราจะวางตำแหน่งประเทศไทยให้เป็นศูนย์การขยายธุรกิจในภูมิภาคและและเรายังมีเป้าหมายที่จะจัดตั้งประเทศไทยให้เป็นศูนย์พัฒนาสินค้าสำหรับภูมิภาคอาเซียน ด้วยความร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจต่างๆ เรายังวางแผนที่จะสร้างศูนย์ฝึกอบรมเพื่อสนับสนุนการพัฒนาทักษะของพนักงานของเราและส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้วัฒนธรรมในภูมิภาคอันจะนำไปสู่การบริการที่ดีให้แก่ลูกค้าในอนาคต”

คุณบุณยสิทธิ์ โชควัฒนา, ประธานเครือสหพัฒน์ กล่าวว่า “เครือสหพัฒน์มีบริษัทหลากหลายกลุ่มธุรกิจภายในเครือฯ รวมถึงบริษัทร่วมทุนกับญี่ปุ่นซึ่งมีความสัมพันธ์มาอย่างยาวนาน ครั้งนี้เครือฯได้เล็งเห็นความสำคัญของธุรกิจค้าปลีกที่เป็นทิศทางความต้องการของตลาด อีกทั้งบริษัทลอว์สันเป็นผู้มีประสบการณ์ธุรกิจคอนวีเนียนท์สโตร์ ในประเทศญี่ปุ่น เราจึงมั่นใจว่าร้านลอว์สัน 108 จะให้การบริการถูกใจผู้บริโภคชาวไทย”

“แผนความร่วมมือและธุรกิจของเราจะสร้างมิติใหม่ของร้านค้าคอนวีเนียนท์สโตร์ในประเทศไทยและสามารถสร้างความแตกต่างให้กับธุรกิจนี้ ในอนาคตเราจะกลายเป็นผู้นำที่ไม่มีใครเทียบได้ในกลุ่มธุรกิจนี้” คุณบุณยสิทธิ์ กล่าวเสริม

ร้านคอนวีเนียนท์สโตร์ลอว์สัน 108 จำหน่ายสินค้าที่สดใหม่ ใช้วัตถุดิบที่มีคุณภาพตามมาตรฐานสินค้าคุณภาพดีจากประเทศญี่ปุ่น

‘ลอว์สัน อิงค์’ ผนึกเครือสหพัฒน์ เปิดร้านลอว์สัน 108 ตั้งเป้า 50 สาขา

ข่าวเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์บ้านเมือง — จันทร์ที่ 2 กันยายน 2556 00:00:25 น.

นายทาเคชิ นินามิ CEO, representative director บริษัท ลอว์สัน อิงค์ เปิดเผยว่า บริษัท สหลอว์สัน จำกัด ร่วมทุนระหว่างเครือสหพัฒน์ และลอว์สัน อิงค์ ประกาศเปิดให้บริการร้านคอนวีเนียนท์สโตร์ ลอว์สัน 108 อย่างเป็นทางการในประเทศไทย โดยที่ผ่านมา ร้านลอว์สัน 108 เปิดให้บริการมาตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมา โดยนำร้านค้าของเครือสหพัฒน์มาปรับปรุง และภายหลังจากนี้บริษัทฯ จะขยายสาขาให้บริการในประเทศอย่างเต็มรูปแบบในเดือนกันยายน พ.ศ.2556 โดยมีแผนที่จะเปิดให้บริการ 50 สาขาในปี พ.ศ.2556 และ 1,000 สาขาภายในอีก 5 ปีข้างหน้า

ร้านลอว์สัน 108 สาขาเอ็มโพริโอ เพลส คือหนึ่งในสาขาของร้านลอว์สัน 108 ที่ให้ความสำคัญกับการจำหน่ายสินค้าที่มีคุณภาพและสดใหม่ในรูปแบบการตกแต่งร้าน ที่เน้นบรรยากาศที่ “สะดวกสบายและเป็นมิตร” ต่อผู้มาใช้บริการ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของคอนเซ็ปต์ร้านลอว์สัน 108 เพื่อสร้างความแตกต่างและเพื่อนำลอว์สัน 108 สู่ความเป็นผู้นำคอนวีเนียนท์สโตร์ในประเทศไทย

การเริ่มต้นธุรกิจในประเทศไทย โดยทาง ลอว์สัน กรุ๊ป ได้ร่วมทุนในธุรกิจร้านคอนวีเนียนท์สโตร์ ลอว์สัน 108 และพร้อมที่จะให้บริการสินค้าคุณภาพชั้นเลิศ และการบริการที่ดีที่สุดแก่ลูกค้าทุกท่าน จากประสบการณ์ความสำเร็จในประเทศญี่ปุ่น และมุ่งหวังที่จะเป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทย ดังเช่นปรัชญาของเราที่ว่า “เราจะเป็นผู้สร้างความสุข และความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของทุกชุมชน”

ไทยเป็นประเทศที่มีความโดดเด่นมากในภูมิภาคอาเซียน โดยในปี พ.ศ.2558 ตั้งเป้าหมายไว้ว่า เราจะวางตำแหน่งประเทศไทยให้เป็นศูนย์การขยายธุรกิจในภูมิภาค และยังมีเป้าหมายที่จะจัดตั้งประเทศไทยให้เป็นศูนย์พัฒนาสินค้าสำหรับภูมิภาคอาเซียน ด้วยความร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจต่างๆ เรายังวางแผนที่จะสร้างศูนย์ฝึกอบรมเพื่อสนับสนุนการพัฒนาทักษะของพนักงานของเรา และส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้วัฒนธรรมในภูมิภาคอันจะนำไปสู่การบริการที่ดีให้แก่ลูกค้าในอนาคต

บริษัทฯ ได้จัดเตรียมแผนที่จะนำเทคโนโลยีที่ใช้ในร้านคอนวีเนียนท์สโตร์มาประยุกต์ใช้กับธุรกิจในประเทศไทย โดยระบบดังกล่าวจะช่วยในการวิเคราะห์ความต้องการของผู้บริโภคชาวไทย และนำไปต่อยอดเพื่อพัฒนาคุณภาพการบริการให้ตรงความต้องการของผู้บริโภคมากที่สุด

นายบุณยสิทธิ์ โชควัฒนา ประธานเครือสหพัฒน์ กล่าวว่า ร้านคอนวีเนียนท์สโตร์ ลอว์สัน 108 จำหน่ายสินค้าที่สดใหม่ ใช้วัตถุดิบที่มีคุณภาพตามมาตรฐานสินค้าคุณภาพดีจากประเทศญี่ปุ่น เครือสหพัฒน์มีบริษัทหลากหลายกลุ่มธุรกิจภายในเครือฯ รวมถึงบริษัทร่วมทุนกับญี่ปุ่นซึ่งมีความสัมพันธ์มาอย่างยาวนาน ครั้งนี้เครือฯ ได้เล็งเห็นความสำคัญของธุรกิจค้าปลีกที่เป็นทิศทางความต้องการของตลาด อีกทั้งบริษัทลอว์สันเป็นผู้มีประสบการณ์ธุรกิจคอนวีเนียนท์สโตร์ ในประเทศญี่ปุ่น เราจึงมั่นใจว่าร้านลอว์สัน 108 จะให้การบริการถูกใจผู้บริโภคชาวไทย

“แผนความร่วมมือและธุรกิจของเราจะสร้างมิติใหม่ของร้านค้าคอนวีเนียนท์สโตร์ในประเทศไทย และสามารถสร้างความแตกต่างให้กับธุรกิจนี้ ในอนาคตเราจะกลายเป็นผู้นำที่ไม่มีใครเทียบได้ในกลุ่มธุรกิจนี้” นายบุณยสิทธิ์ กล่าว